นิทรรศการห้องประวัติศาสตร์บุรีรัมย์

นิทรรศการประวัติศาสตร์และโบราณคดีบุรีรัมย์


ที่ตั้ง บุรีรัมย์ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ 10,321.885  ตารางกิโลเมตร

          จากลักษณะตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ซึ้งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่าอีสานใต้ ซึ่งครอบคลุมจังหวัดต่างๆในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 จังหวัดคือ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ยโสธร และอำนาจเจริญ

การปกครอง

          จังหวัดบุรีรัมย์แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 15 อำเภอ 5 กิ่งอำเภอ 178 ตำบล 2,173 หมู่บ้านจำนวนประชากรรวมทั้งสิ้น 1,531,271(พ.ศ. 2536)ประกอบด้วยชนพื้นเมือง 4 กลุ่มภาษาได้แก่เขมร ลาว ไทย(โคราช) และส่วย

ประวัติศาสตร์-โบราณคดีบุรีรัมย์

          พื้นที่อันเป็นที่ตั้งของจังหวัดบุรีรัมย์ปัจจุบันเคยเป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองมีประชาชนอาศัยสืบต่อกันมาโดยตลอดดังปรากฏหลักฐานทางโบราณคดี ทั้งโบราณวัตถุโบราณสถานเป็นจำนวนมาก

จากการศึกษาแหล่งชุมชนโบราณจากภาพถ่ายทางอากาศของผ.ศ. ทิวา ศุภจรรยาและคณะรวมทั้งนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศได้พบชุมชนโบราณในจังหวัดบุรีรัมย์แล้วมีจำนวนถึง 148 แห่งในจำนวนที่มีชุมชนโบราณคดีหลายแห่งที่นักโบราณคดีได้ทำการขุดค้นเพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของจังหวัดบุรีรัมย์ เช่น ชุมชนโบราณบ้านก้านเหลือง ชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่ ได้พบร่องรอยและหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของบรรพชนชาวบุรีรัมย์ พอสรุปได้ดังนี้


  • null

    สมัยก่อนประวัติศาสตร์

เริ่มมีคนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณลุ่มแม่น้ำมูล ในยุคหินใหม่ตอนปลายประมาณ 3,000-2,000 ปีมาแล้ว สันนิษฐานว่าน่าจะอพยพเคลื่อนย้ายมาจากแอ่งสกลนคร (บ้านเชียง) เข้าสู่แอ่งโคราชในแถบจังหวัดนครราชนครราชสีมา บุรีรัมย์ และจังหวัดต่างๆ แถบลุ่มแม่น้ำมูล แม่น้ำชี จึงปรากฏชุมชนในระยะแรกที่อยู่หนาแน่นในบริเวณสองฝั่งแม่น้ำมูล หลักฐานทางโบราณคดีที่ได้จากการขุดค้นของนักโบราณคดีที่บ้านดงพลอยโดย Eijinita ชาวญี่ปุ่น Elizabeth Moore  ชาวอังกฤษและบ้านเมืองไผ่โดยนายสมมาตร์ ผลเกิดได้พบหลักฐานหลายอย่าง เช่น โครงกระดูกอาวุธจำพวกขวานหินขัด ขวานเหล็ก ขวานสำริด กำไลสำริด และเครื่องปั้นดินเผาเนื้อหยาบหนา ตลอดจนเศษอาหารที่เป็นกระดูกสัตว์และเปลือกหอยต่างๆ เป็นจำนวนมากจากหลักฐานดังกล่าวสามารถ บ่งบอกให้ทราบถึงชีวิต คติความเชื่อและสภาพแวดล้อมทางระบบนิเวศน์ของคนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

          จากการนำหลักฐาน (เถ้าถ่าน) ที่ได้จากการขุดค้นที่ชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่ในระดับความลึกที่ 460  เซนติเมตร (จากระดับมาตราฐานสมมุติ) ไปตรวจสอบอายุที่สำนักงานปรมณูเพื่อสันติปรากฏว่าหลักฐานดังกล่าวมีอายุระหว่าง 2,500-3,000 ปี ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักฐานอื่นๆที่ได้จากการขุดค้น เช่น ขวานหิน      ขวานสำริด ขวานเหล็กและภาชนะดินเผาเนื้อหยาบหนา อันเป็นลักษณะสิ่งของเครื่องใช้ของมนุษย์ในยุคหินใหม่

  • null

    สมัยทวารวดี (2,000-1,000 ปี)

ในช่วงนี้ปรากฏชุมชนโบราณรูปวงกลมเป็นส่วนใหญ่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบตั้งแต่ชั้นเดียวถึง3 ชั้น ชุมชนเหล่านี้จะพบหนาแน่นบริเวณที่ราบลุ่มสองฝั่งของแม่น้ำมูลและสาขา ชุมชนโบราณเหล่านี้บางชุมชนจะมีการสร้างทับซ้อนกับชุมชนในสมัยก่อน บางชุมชนก็สร้างขึ้นมาใหม่ซึ่งล้วนแต่ตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มทั้งสิ้นเช่นบ้านปะเคียบ บ้านกระเบื้อง บ้านดงพลอยและบ้านทุ่งวังเป็นต้น ชุมชนที่กล่าวถึงนี้มีหลักฐานที่พบและข้อสังเกตบางประการดังนี้

  1. มีลักษณะเป็นเนินดินสูง ซึ่งจะมีความสูงราว 5 เมตรขึ้นไป จากที่ราบลุ่มในบริเวณรอบๆ ไม่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบซึ่งอาจเป็นเพราะคูน้ำตื้นเขินขึ้นบางแห่งก็เป็นเนินเดียว บางแห่งก็เป็นสองสามเนินดินติดต่อกัน ตามเนินดินจะมีเศษเครื่องปั้นดินเผาทับถมหนาแน่นเช่นที่บ้านระเบื้อง ซึ่งเป็นเนินดินขนาดใหญ่ 3 เนินติดต่อกัน ในการตัดถนนผ่านหมู่บ้านรถแทรกเตอร์ได้ตัดชั้นดินของแหล่งชุมชนลึกไปอีก 3-4 เมตร เผยให้เห็นชั้นดินที่มรการอยู่สืบเนื่องกันมาอย่างน้อย 2-3 ชั้น ชั้นต่ำสุดสัมพันธ์กับเครื่องปั้นดินเผาแบบหนาและหยาบ เปลือกหอยและกระดูกสัตว์ ซึ่งสัมพันธ์กับเครื่องปั้นดินเผาชนิดบางมีลายเชือกทาบ นอกนั้นยังพบเศษตะกรันโลหะที่เหลือจากการถลุงแล้ว เนินดินอีกชั้นหนึ่งคือ บ้านโคกสูงพบชั้นดินที่อยู่อาศัยอย่างน้อย 2-3 ชั้น และพบเศษตะกรันโลหะเช่นเดียวกันกับที่บ้านกระเบื้อง
  2. มีลักษณะที่เป็นเนินดินที่คูน้ำล้อมรอบ เช่น บ้านแพ บ้านเมืองน้อย บ้านดงพลอย บ้านโคกเมือและบ้านทุ่งวังเป็นต้น ชุมชนโบราญเหล่านี้บางแห่งก็มีคูน้ำล้อมรอบชั้นเดียว บางแห่งก็มีคูน้ำล้อมรอบตั้งแต่สองชั้นขึ้นไป เช่น บ้านดงพลองและบ้านโคกเมือง  สำหรับบ้านดงพลองเป็นชุมชนขนาดใหญ่มีคูน้ำล้อมรอบ 2 ชั้นพบเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นภาชนะใส่กระดูกคนตายและเครื่องปั้นดินเผาเคลือบซึ่งเข้าใจว่าคงแพร่มาจากเตาเผาบ้านกรวดแสดงให้เห็นว่าชุมชนนี้ยังคงอยู่เรื่อยมาจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 บ้านโคกเมืองก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่เป็นชุมชนรูปวงกลมมีคูน้ำล้อมรอบถึง 3 ชั้น  ชั้นภายในชุมชนพบเศษภาชนะดินเผาหม้อบรรจุกระดูกและตะกรันโลหะที่ถลุงแล้วเป็นจำนวนมากถัดมาเป็นทุ่งวังซึ่งเป็นเนินดิน 2-3 เนินที่มีคูน้ำโอบล้อมเข้าด้วยกัน พบเสมาหินทรายแบบทวารวดี และเนินดินเป็นแหล่งใช้ถลุงโลหะโดยเฉพาะ นอกจากนั้นยังมีผู้พบเทวรูปและเครื่องปั้นดินเผาแบบขอม ซึ่งเป็นของในพุทธศตวรรษที่ 16-18 ลงมานอกนั้นบริเวณภายในชุมชนบ้านปะเคียบ เองก็แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการที่สอดคล้องกับลักษณะผังเมืองที่ได้กล่าวมาแล้วคือพบเนินดินที่ได้กันไว้เป็นบริเวณศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ฝังอัฐิคนตายซึ่งบรรจุไว้ในหม้อกระดูก ต่อมาในบริเวณนี้ได้กลายเป็นสาสนสถานทางพุทธศาสนามีเสมาหินที่มีรูปสลักเป็นรูปสถูปและฐานกลีบบัวอันเป็นสัญลักษณ์ในทางพระพุทธศาสนาปักอยู่หลายหลักรวมทั้งมีชิ้นส่วนของธรณีประตุหินที่แสดงให้เห็นว่าเคยมีการสร้างอาคารในรูปของวิหารเนินดินด้วย  นอกจากนี้ยังพบเศษโลหะสัมริดที่หล่อเป็นรูปวงแหวนและชิ้นส่วนเทวรูปและข้างในบริเวณนี้อีกด้วยอันแสดงให้เห็นว่าเป็นชุมชนที่มีพัฒนาการถึงสมัยทวารวดีและลพบุรี

นอกจากนี้ได้มีการขุดพบพระพุทธรูปนาคปรกสมัยทวารวดีที่บ้านเมืองฝ้าย อำเภอลำปลายมาศเป็นพระพุทธรูปนาคปรกสมัยทวารวดีที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบในประเทศไทยและยังพบพระพุทธรูปสมัยทวารวดีอีกหลายองค์ที่อำเภอพุทไธสงซึ่งมีอายุอยู่ที่พุทธศตวรรษที่ 13-15 และพบใบเสมาที่บ้านปะเคียบ อำเภอคูเมืองอันเป็นโบราณวัตถุสมัยทวารวดี ดังนั้นจึงทำให้สันนิษฐานได้ว่าดินแดนจังหวัดบุรีรัมย์และพื้นที่ใกล้เคียงปัจจุบันเคยเป็นที่ตั้งชุมชน

  • null

    สมัยลพบุรี (1,000 - 700)

ศูนย์กลางความเจริญได้เปลี่ยนจากบริเวณที่ราบลุ่มสองฝั่งแม่น้ำมูลไปอยู่บริเวณที่ราบสูงทางตอนใต้ของแม่น้ำมูล โดยเฉพาะบริเวณที่ลาดเชิงเขาดงรัก เพราะได้ปรากฏชุมชนเกิดขึ้นใหม่ในบริเวณดังกล่าวค่อนข้างหนาแน่น พัฒนาการโครงสร้างทางสังคมไม่ว่าจะเป็นแบบการปกครอง วิถีชีวิตและคติความเชื่อต่างๆที่แตกต่างจากชุมชนบริเวณที่ราบลุ่มสองฝั่งแม่น้ำมูลเป็นอันมาก จากร่องรอยของหลักฐานที่เหลืออยู่ในปัจจุบันทำให้ทราบพัฒนาการของชุมชนในบริเวณนี้หลายประการคือ

  1. พัฒนาการด้านผังเมือง

          เปลี่ยนจากการสร้างผังเมืองที่มีรูปทรงกลมแบบไม่สม่ำเสมอมีคูน้ำคันดินหลายชั้นมาเป็นการสร้างเมืองที่มีรูปร่างสม่ำเสมอเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือสี่เหลี่ยมจัตุรัสไม่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ แต่จะมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เรียกว่า บาราย พร้อมทั้งศาสนสถานและสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาทดแทน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนได้แก่ ชุมชนบริเวณปราสาทเมืองต่ำและปราสาทพนมรุ้งเป็นต้น

          การเกิดของชุมชนที่มรการสร้างสระน้ำดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญในทางเทคนิควิทยากว่าสมัยก่อน เพราะประชาชนรู้วิธีการควบคุมและการกักน้ำไว้ใช้ได้ดีกว่าและสามารถตั้งอยู่ในเขตที่สูงได้ผิดกับชุมชนในสมัยก่อนที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มเท่านั้น

          แต่อย่างไรก็ตามยังมีเมืองโบราณรูปร่างไม่สม่ำเสมออีกมากที่ยังคงเป็นเมืองเรื่อยมาในสมัยลพบุรีแต่ทว่ามีลักษณะบางอย่างที่เป็นวัฒนธรรมขอมเข้ามาเพิ่มเติม ได้แก่ การสร้างศาสนสถาน สระน้ำศักดิ์สิทธิ์และอ่างเก็บน้ำ เป็นต้น

          2.ศาสนา

          หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่ยืนยันให้เห็นถึงความเชื่อทางศาสนาของคนชุมชนช่างนี้ได้แก่ โบราณวัตถุ โบราณสถานซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นของใช้ในศาสนาฮินดูและพุทธศาสนานิกายมหายาน

          ศาสนสถานที่พบในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์อาจแบ่งออกได้ 3 ประเภทคือ

  1. ปราสาทที่ก่อด้วยอิฐมักมีจำนวน 3 องค์หรือ 5 องค์ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกันและมีคูน้ำล้อมรอบอีกชั้นหนึ่งด้วย เช่นปราสาทกู่สวนแตง ปราสาทเมืองต่ำ เป็นต้น
  2. ปราสาทที่ก่อด้วยศิลาแลง ผังปราสาทประกอบด้วยองค์ปราสาทเพียงองค์เดียวอยู่ตรงกลาง มีวิหารเล็กๆ ตั้งอยู่ข้างๆ และมีกำแพงล้อมรอบที่กำแพงมีซุ้มประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกรอบๆกำแพงปราสาทมีคูน้ำรูปสี่เหลี่ยมล้อมรอบและริมคูน้ำด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือมักมีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมกรุด้วยศิลาแลง สร้างไว้เป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ปราสาทแบบนี้พบเป็นจำนวนมาก เช่น ปราสาทโคกงิ้ว อำเภอปะคำ ปราสาทกุฏิฤๅษี อำเภอประโคนชัย ปราสาทหนองหงส์ อำเภอละหานทราย เป็นต้น
  3. ปราสาทหินทราย จัดเป็นศาสนสถานที่มีวิวัฒนาการถึงขั้นสมบูรณ์แบบตามคติของขอม มักประกอบด้วยคูน้ำล้อมรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ กำแพงนี้อาจอยู่นอกคูน้ำหรือด้านในของคูน้ำก็ได้มักมีโคปุระ หรือซุ้มประตู 4 ทิศ ถัดจากกำแพงและคูน้ำเป็นระเบียงคต มีโคปุระหรือซุ้มประตู 4 ทิศและมีทางเดินรอบส่วนมากก่อด้ายหินทรายหรือศิลาแลง ถัดจากระเบียงคตเข้ามาจึงจะเป็นกลุ่มอาคารปราสาทซึ่งประกอบด้วยวิหารเล็ก หอสมุดและเทวาลัยซึ่งเป็นองค์ประธาน

          ส่วนมากปราสาทประเภทนี้ มักเป็นปราสาทซึ่งสำคัญที่พระมหากษัตริย์ทรงมีส่วนร่วมในการสร้างมีศิลาจารึกระบุการก่อสร้างและการอุทิศข้าทาสผู้ดูแลอุปถัมภ์เครื่องใช้และที่ดินไว้ดังเช่นปราสาทพนมรุ้งเป็นต้น

  1. เตาเผาเครื่องเคลือบ

          พบกระจายอยู่บริเวณเชิงเขาดงเร็กตั้งแต่เขตอำเภอนางรอง อำเภอละหานทราย อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ จนถึงเขตอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จากการขุดค้นของกรมศิลปากรพบว่าภายในเตาเผามีการกั้นแบ้งออกเป็นห้องๆ โดยใช้คันดินกั้นแต่ละห้องเป็นที่เผาเครื่องปั้นดินเผาแต่ละชนิด เช่นห้องหนึ่งสำหรับเผาพวกไห อีกห้องหนึ่งสำหรับเผาชามหรือโถ เป็นต้น

          เครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตจากเตาเหล่านี้ ส่วนมากเป็นเครื่องเคลือบสีน้ำตาลแก่สีขาวนวลและสีเขียวอ่อน ขนาดและชนิดต่างๆกัน ตั้งแต่ไหขนาดใหญ่ คนโท โถ จาน ชามจนถึงขวดและกระปุกเล็กๆ โถ และกระปุกบางชนิดทำเป็นรูปผลไม้และรูปสัตว์เช่น นก ช้าง ไก่ กระต่าย หมี ฯลฯ กระปุกและไหบางชนิดมีการเคลือบสองสีในใบเดียวกัน คือปากภาชนะเคลือบสีเขียวส่วนบริเวณตัวภาชนะเคลือบน้ำตาลแก่

          สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผลิตจากเตาเหล่านี้ คือ เครื่องประดับสถาปัตยกรรมได้แก่กระเบื้องเคลือบมุงหลังคา กระเบื้องชายคามีลวดลายและบาลีเป็นต้น เครื่องเคลือบดินเผาที่ผลิตจากเตาเผาในเขตจังหวัดบุรีรัมย์นี้ น่าจะส่งไปขายในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและหัวเมืองข้างเคียงที่เคยอยู่ภายใต้อิทธิพลเขมรโบราณเพราะพบกระจายอยู่ทั่วไปตารมเมืองโบราณและชุมชนต่างๆ ทั้งลุ่มแม่น้ำมูล แม่น้ำชีและแม่น้ำโขง นอกจากนั้นยังแพร่หลายไปยังบริเวณส่วนอื่นของประเทศไทยด้วย เช่น พบที่เมืองสุโขทัย ลพบุรี ศรีสัชนาลัยและที่เมืองสิงห์จังหวัดกาญจนบุรีจนกระทั่งถึงสงขลาเป็นต้น

  1. การถลุงโลหะ

          ได้มีการค้นพบแหล่งโลหะกรรม คือพบตะกรันหรือขี้แร่ซึ่งเกิดจากการหลอมโลหะเป็นจำนวนมากในพื้นที่อำเภอต่างๆ ของจังหวัดบุรีรัมย์ เช่นที่บ้านยาง บ้านรุน อำเภอเมืองบ้านโนนมาลัย อำเภอคูเมือง บ้านเขาดิน บ้านสายโท 7 อำเภอบ้านกรวด เป็นต้น

          จากการสศึกษาของผู้เชี่ยวชาญทำให้ทราบถึงกรรมวิธีในการถลุงโลหะว่าคงใช้วิธีพื้นฐานที่ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบันคือใช้ถ่านให้ความร้อน ส่วนสูบนั้นน่าจะใช้ท่อไม้คู่ ท่อและเบ้าหลอมทำด้วยดินเผาซึ่งมักพบปะปนอยู่กับกลุ่มตะกรันทั่วไป

จากหลักฐานดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นเครื่องยืนยันให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของคนในยุคนี้ในแง่มุมต่างๆ ของสังคมทั้งด้านวิถีชีวิต คติความเชื่อและความเจริญทางด้านเทคโนโลยีอันเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงความชำนาญฉลาดของคนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

  • null

    สมัยกรุงศรีอยุธยา

สมัยนี้ดินแดนแถบเมืองบุรีรัมย์ เมืองพุทไธสง เมืองตลุง(อำเภอประโคนชัยปัจจุบัน) เมืองนางรอง ต่างก็มาขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาโดยขึ้นกับข้าหลวงใหญ่ที่นครราชสีมาซึ่งเป็นข้าหลวงต่างพระองค์โดยตั้งเมือง ตลุงเป็นหัวเมืองชั้นจัตวา เมืองนางรองเป็นหัวเมืองชั้นนอก

          จากประวัติจังหวัดนครราชสีมารวบรวมโดยสุขุมมาล์ยเทวีกล่าวว่า ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น พระองค์ได้แต่งตั้งให้พระยายมมหาราช(สังข์) ครองเมืองนครราชสีมา สมัยนั้นเมืองนครราชสีมาเป็นใหญ่มีเมืองขึ้น 5 เมือง คือนครจันทึก ชัยภูมิ พิมาย บุรีรัมย์ นางรอง ต่อมาขยายเมืองเพิ่มเติมอีก คือ เมืองจัตุรัส เกษตรสมบูรณ์ ภูเขียว ชนบท พุทไธสง ประโคนชัย รัตนบุรี และปักธงชัย

  • null

    สมัยกรุงธนบุรี

ใน พ.ศ. 2320 กองทัพกรุงธนบุรีได้ยกไปตีเมืองบุรีรัมย์และจากจุดหมายเหตุประชุมพงศาวดารภาคที่ 70 กล่าวว่าใน พ.ศ.2321 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาจักรี (ร.1) เป็นแม่ทัพทางบกนำทัพสมทบกับกำลังเมืองตะวันออก ให้เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณวาธราชเป็นแม้ทัพยกไปเกณฑ์เขมรต่อเรือรบยกขึ้นไปทางแม่น้ำโขง เพื่อตีเมืองนครจำปาศักดิ์ สมเด็จเจ้ากรุงธนบุรีจึงให้สมเด็จเจ้าพระยาจักรียกกองทัพมานี้ ปรากฏประวัติเมืองบุรีรัมย์ว่า ในปี พ.ศ.2321 พระยานางรองเป็นกบฏโดยคบคิดกับเจ้าโอ เจ้าอิน เจ้าเมืองจำปาศักดิ์ สมเด็จเจ้ากรุงธนบุรีจึงให้สมเด็จพระยาจักรี (สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) มาปราบปรามเกลี้ยกล่อมหัวเมืองเหล่านี้ให้เป็นเมืองขึ้นนครราชสีมาตามเดิม

          สมเด็จเจ้าพระยาจักรีเดินทัพมาถึงจังหวัดบุรีรัมย์ พระองค์ได้พบเมืองร้างอยู่ที่ลำน้ำห้วยจระเข้มากมีชัยภูมิดี แต่สถานที่เดิมมีไข้เจ็บชุกชุมพวกเขมรป่าดงไม่กล้าเข้ามาอยู่อาศัยแต่ตั้งบ้านเมืองอยู่โดยรอบ คือบ้านโคกหัวช้างบ้านทะมานจึงมีบัญชาให้ตั้งเมืองร้างขึ้นที่ข้างต้นแปะใหญ่(ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองปัจจุบัน) และโปรดเกล้าฯให้บุตรเจ้าเมืองพุทไธสมัน ซึ่งติดตามมาพร้อมด้วยครอบครัวเป็นเจ้าเมือง แล้วชักชวนพวกเขมรป่าดงนี้มาตั้งหลักแหล่งทำเรือกสวนไร่นาในเมืองร้างจนเป็นปึกแผ่นเมืองนี้จึงนามว่า เมืองป่า ต่อมาบุตรเจ้าเมืองพุทไธสมันได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระนครภักดี เมื่อพระยานครภักดีวายชนม์ลง บุตรชื่อนางหงส์เป็นเจ้าเมืองแทนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยานครภักดี เมื่อ พ.ศ.2350

  • null

    สมัยรัตนโกสินทร์

ในปี พ.ศ.2370 เจ้าอนุเวียงจันทร์เป็นกบฏได้ให้เจ้าราชวงศ์ยกทัพมากวาดต้อนผู้คนและเสบียงอาหาร

แถบเมืองพุทไธสง เมืองแปะ เมืองนางรอง พระยานครภักดี (หงส์) นำราษฎรออกต่อสู้เมื่อสู้ไม่ได้จึงหนีไป ทหารลาวตามไปจับตัวได้ทีช่องเสม็ดและนำตัวไปให้เจ้าอนุวงศ์ที่บริเวณทุ่งสุวรรณภูมิ ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ดซึ่งเจ้าอนุวงศ์ตั้งทัพอยู่ที่นั่น

คืนหนึ่งพระยานครภักดีกับพวกคิดต่อสู้จึงถูกฆ่าตายหมดเมื่อทัพหลวงของไทยทราบเหตุจึงได้ยกทัพมาปราบปรามจนทัพเวียงจันทร์แตกพ่ายไป จากนั้นจึงแต่งตั้งหลวงประหลัดซึ่งเป็นบุตรของพรยานครภักดี ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองชั่วคราว และภายหลังราชการได้แต่งตั้งพระยาพิพิธ(แดง) จากมณฑลนครราชสีมาปกครองครั้นถึงสมัยพระยานครภักดี (ทองดี) เป็นเจ้าเมืองทางราชการได้รวบรวมเอาเมืองนางรองเมืองพิมาย เมืองพุทไธสง เมืองรัตนบุรี เมืองตะลุงและเมืองแปะ มีนายเลื่อนมหาดเล็กจากกรุงเทพฯ มาเป็นเจ้าเมือง ซึ่งภายหลังมีบรรดาศักดิ์เป็นพระรังสรรค์สารกิจ (พ.ศ. 2441-44)

  • null

    ความเปลี่ยนแปลงสมัยรัชกาลที่ 5 - ปัจจุบัน

บุรีรัมย์มีความเป็นมายาวนานและมีหลักฐานที่แตกต่างจึงขอนำตัวอย่างหลักฐานมาอ้างอิงดังนี้

  1. ประกาศแต่งตั้งขุนนางไทย ร.ศ.87 ปีที่ 1 รัชกาลที่ 5 มีความว่าให้พระสำแดง ฤทธิรงค์เป็นพระยานครภักดีศรีนัครา เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองบุรีรัมย์ขึ้นเมืองนครราชสีมาถือศักดิ์นา 1,000ฯลฯ ตั้งแต่ ณ วัน 4ฯ3 ค่ำปีมะโรง สัมฤทธิศก ศักราช 1230 เป็นปีที่ 65 ในรัชกาลปัจจุบัน
  2. จากประวัติจังหวัดนครราชสีมา แต่งโดย สุขุมมาลย์เทวี กล่าวว่าสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมืองนครราชสีมาปกครองเมืองขึ้น 5 เมืองคือ นครจันทึก ชัยภูมิ พิมาย บุรีรัมย์ นางรอง
  3. ประชุมพงศาวดารฉบับสำคัญ โดยหลวงวิจิตรวาทการ ฉ. 3 กล่าวว่า บุรีรัมย์เดิมชื่อ โนนม่วง ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี พ.ศ. 2318 (ปัจจุบันเป็นบ้านโนนม่วงอยู่ห่างจากเมืองปัจจุบันประมาณ 15 กม. ด้านตะวันตก ทางไป อ.พุทไธสง)

          ในปี พ.ศ.2433 มีประกาศเรียกชื่อข้าหลวงกำกับหัวเมืองที่ 4 ขึ้นโดยแยกเมืองบุรีรัมย์ไปขึ้นกับลาวฝ่ายเหนือและพ่วงเมืองนางรองไปด้วย ขณะที่เมืองพุทไธสงและเมืองตะลุงยังคงสังกัดอยู่กับเมืองนครราชสีมาตามเดิม

          เมื่อ พ.ศ. 2442 (ร.ศ. 118) ได้มีพระบรมราชโองการปรดเกล้าฯ ให้เรียกชื่อมณฑลต่างๆ ตามพื้นที่เป็นมณฑลว่าลาวเฉียง ลาวพวน ลาวกาว และมณฑลเขมร และในปี พ.ศ. 2443 (ร.ศ.119) กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสนาบดีกระทรงมหาดไทยได้ตรากฎกร้ทรวงซ่งมีชื่อว่ากฎข้อบังคับเรื่องเปลี่ยนชื่อมณฑล 4 มณฑลดังนี้

  1. มณฑลตะวันออกให้เรียกว่า มณฑลบูรพา
  2. มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือให้เรียกว่า มณฑลอีสาน
  3. มณฑลฝ่ายเหนือให้เรียกว่า มณฑลอุดร
  4. มณฑลฝ่ายตะวันตกเฉียงเหนือให้เรียกว่า มณฑลพายับ

          ในปี ร.ศ. 126 (พ.ศ.2450) ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้กระทรวงมหาดไทยปรับปรุงหัวเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือดังนี้

  1. มณฑลอีสาน ประกอบด้วย 4 บริเวณ (มีบริเวณอุบลราชธานี, ขุขันธ์, สุรินทร์ และรอยเอ็ด) 13 เมืองและ 26 อำเภอ
  2. มณฑลอุดร ประกอบด้วย 5 บริเวณ (มีบริเวณหมากแข็ง, ธาตุพระนม, สกลนคร ภาชีและน้ำเหือง 5 เมือง และ 31 อำเภอ)
  3. มณฑลนครราชสีมา ประกอบด้วยเมือง 3 เมือง 17 อำเภอดังนี้

3.1 เมืองนครราชสีมา มีอำเภอในปกครอง 10 อำเภอ

3.2 เมืองบุรีรัมย์ มีอำเภอปกครองในสังกัด 3 อำเภอ คือ

        3.2.1 พุทไธสง     

        3.2.2 รัตนบุรี (ปัจจุบันสังกัดสุรินทร์)

3.3 เมืองชัยภูมิ มีอำเภอสังกัด 3 อำเภอ

          ในปี พ.ศ. 2455 มณฑลอีสานได้แบ่งออกเป็น 2 มณฑลคือ มณฑลอุบลราชธานีละมณฑลร้อยเอ็ด      และภายหลังมณฑลทั้งสองนี้ได้ถูกรวบรวมเข้ากับมณฑลนครราชสีมา ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศมาเป็นระบอบประชาธิปไตย พ.ศ. 2476 ได้ตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 จัดระเบียบราชการแผ่นดินมีข้าหลวงประจำจังหวัดและกรมการจังหวัดผู้บริหาร และยกเลิกแบ่งเขตมณฑลเสีย ต่อมาได้มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการอีก โดยแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวกับจังหวัดดังนี้

  1. ให้จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล
  2. อำนาจบริหารในจังหวัดซึ่งเดิมตกอยู่แก่คณะบุคคลหรือคณะกรรมการจังหวัดได้เปลี่ยนแปลงมาขึ้นกับบุคคลเดียวคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด
  3. คณะกรรมการจังหวัด เดิมเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในจังหวัดได้กลายเป็นเจ้าหน้าที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด

          4. ในปี 2515 ได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โดยประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน 2515 ได้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัดและอำเภอในจังหวดเป็นที่รวมท้องที่หลายๆอำเภอมีฐานะเป็นนิติบุคคล การตั้งยุบและเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดได้ตราเป็นพระราชบัญญัติและให้มีคณะกรรมการจังหวัดเป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหารราชการแผ่นดินในจังหวัดนั้น

ผู้ปกครองเมืองบุรีรัมย์ตั้งแต่เป็นเมืองแปะจนเป็นจังหวัดบุรีรัมย์ แบ่งออกเป็น 3 ยุคคือ ยุคต้นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชและยุคประชาธิปไตย มีผู้ปกครองตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน 60 คน คนแรกคือ พระยานครภักดี (บุตรเจ้าเมืองพุทไธสมัน) และคนปัจจุบันคือ นายอภินันท์  จันทรังษี