นิทรรศการวิถีชีวิตชาติพันธุ์ลาว

นิทรรศการวิถีชีวิตชาติพันธุ์ลาว

                  กลุ่มชาติพันธุ์ไทยลาว หรือชาวอีสาน ที่มีการตั้งหลักปักฐานอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน หากตีความแล้วหมายถึงคนเชื้อชาติไทยที่อยู่ในภาคอีสานของประเทศไทย เพราะอีสาน เป็นภาษาบาลีแปลว่า ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แผ่นดินนี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย แต่ในภาคอีสาน มีกลุ่มชาติพันธุ์หลายเชื้อ-ชาติ เช่น ลาว เขมร ไทย จีน เวียดนาม อินเดีย หรือชาติอื่นๆ ที่อพยพเข้ามาอยู่แต่ก่อนหรืออพยพเข้ามาอยู่ใหม่หลังสงคราม เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประชากรมากที่สุดในอีสาน ราชสำนักส่วนกลางในสมัยก่อนการปฏิรูปการปกครอง 2435 เรียกหัวเมืองแถบนี้โดยรวมว่าหัวเมืองลาว ต่อมาเปลี่ยนเป็นมณฑลในปี พ.ศ. 2476 เป็นต้นมาบริเวณที่เคยเป็นมณฑลต่างๆ ในอีสาน ได้ถูกสถาปนาเป็นภาคอีสานมาจนปัจจุบันตามหลักฐานทางตำนานและพงศาวดาร ชนชาติลาวเป็นกลุ่มชนที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตลุ่มแม่น้ำโขง ตั้งแต่เมืองสิงห์ทางตอนใต้ของแคว้นสิบสองปันนามายังแคว้นสิบสองจุไทยในเขตลุ่มแม่น้ำดำทางตะวันออกและคลุมลงมาทางใต้ในเขตหัวพันลงมาจนถึงบริเวณแคว้นตะวัน-นินห์ ของญวน มีลาวกลุ่มหนึ่งได้ขยายมาทางลุ่มแม่น้ำโขงทางด้านตะวันตกและด้านใต้

DSC_0123

กลุ่มชาติพันธุ์ไทยลาว

การเข้ามาอยู่ในดินแดนไทยของคนลาวมีการเข้ามาอยู่ 2 ลักษณะคือ

  1. การลี้ภัยอพยพเข้ามาตั้งบ้านเมือง ส่วนใหญ่จะกระจัดกระจายกันอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  2. ถูกกวาดต้อนเข้ามา ส่วนใหญ่จะเข้ามาอยู่ในเขตจังหวัดในภาคกลางและในจังหวัดสกลนคร ได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณริมหนองหานและยกเป็นบ้านเป็นเมืองในสมัยรัชกาลที่ 3 คือ เมืองสกลทวา ปี (พ.ศ.2381) การศรัทธาวัดพระธาตุเชิงชุม พระธาตุนารายณ์เจงเวง เป็นสถูปเจดีย์เพื่อการเคารพบูชามีสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาในศาสนาร่วมกัน ต่อมาได้อพยพเข้ามาในเขตจังหวัดอุบลราชธานี กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ยโสธร โดยตั้งบ้านเรือนในพื้นที่ๆเป็นโคก หรือโนนสูง สร้างแหล่งอาศัยที่มีลุ่มน้ำไหลผ่าน เป็นที่ลุ่มเพื่อการทำนาปลูกข้าว รวมทั้งอาศัยแหล่งน้ำเลี้ยงชีพ

ยังมีแนวคิดของนักวิชาการที่มีเหตุผลได้กล่าวถึงกลุ่มชาติพันธุ์ไทยลาวดังนี้

  • ถิ่นเดิมของลาวอยู่ที่อีสาน ไม่ได้อพยพมาจากไหน หากบ้านเชียงคือลาว ก็แสดงว่าลาวมาตั้งหลักแหล่งที่บ้านเชียงมากกว่า 5,600 ปีมาแล้ว เพราะภาชนะดินเผาที่บ้านเชียงพิสูจน์โดยวิธีคาร์บอน 14 แสดงอายุถึง 5,600 ปี คนบ้านเชียงหากจะเริ่มตีหม้อใช้ในครัว-เรือน ก็ต้องสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยก่อนหน้านั้นแล้ว
  • ถิ่นเดิมของลาวอยู่ที่อีสานและมีมาจากที่อื่นด้วย เพราะอีสานเป็นส่วนหนึ่งของสุวรรณภูมิโดยประมาณ 1,000 – 1,200 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีหลักฐานปรากฏอยู่ทั่วไป ทั้งจังหวัดนครพนม มหาสารคาม นครราชสีมา บุรีรัมย์ นักมานุษยวิทยา และนักประวัติศาสตร์ได้สันนิษฐานว่าต่อมาได้ขยายเป็นอาณาจักรกว้างขวางมากขึ้น มีหลักฐานปรากฏชัดเจน
  • เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชขึ้นครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2091 – 2114 ได้ย้ายเมืองหลวงจาก   หลวงพระบางมาอยู่เวียงจันทน์ พระองค์ได้ทำสัญญาพันธมิตรกับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แห่งกรุงศรีอยุธยา และทั้งสองได้สร้างพระธาตุศรีสองรัก ที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นเขตแดนระหว่างสองอาณาจักร ต่อมาได้เกิดการแก่งแย่งอำนาจขึ้นในลาว ทำให้ลาวถูกแบ่งออกเป็น 2 อาณาจักร มีหลวงพระบางและเวียงจันทน์เป็นศูนย์กลาง ในปี พ.ศ. 2256 ผู้ครองนครจำปาศักดิ์ ได้ส่งจารย์แก้ว (เจ้าแก้วมงคล) มาเป็นเจ้าเมืองท่ง   หรือเมืองทุ่ง ในเขตอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ขยายอำนาจเข้ามาสู่ลุ่มแม่น้ำมูล–ชี ตอนกลาง
  • กลุ่มเจ้าผ้าขาวโสมพะมิตรอพยพผู้คนมาตั้งอยู่ริมน้ำปาว คือ บ้านแก่งส้มโฮง (สำโรง) เจ้าโสมพะมิตรได้เข้าเฝ้ารัชกาลที่ 1 ที่กรุงเทพฯ โปรดเกล้าให้ยกบ้านแก่งส้มโฮงเป็นเมืองกาฬสินธุ์ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ
  • กลุ่มพระวอพระตาเป็นเสนาบดีลาว เกิดขัดใจกษัตริย์เวียงจันทน์อพยพผู้คนข้ามโขงมาอยู่ที่หนองบัวลุ่มภู ตั้งชื่อเมืองว่า “นครเขื่อนขันฑ์กาบแก้วบัวบาน” แต่ได้ถูกกองทัพลาวตามตีจนพระตาตายในที่รบ ส่วนพระวอได้พาบริวารไพร่พลหนีลงไปตามลำแม่น้ำโขงจนถึงดอนมดแดง และต่อมาลูกหลานของพระวอได้ขอตั้งเป็นเมืองอุบลราชธานี และเมืองยโสธร
  • กลุ่มท้าวแลและสมัครพรรคพวก ได้พากันอพยพหนีภัยการเมืองจากเวียงจันทน์ มาอยู่ในท้องที่เมืองนครราชสีมา ต่อมาได้ย้ายไปทางตอนเหนือแล้วขอตั้งเป็นเมืองชัยภูมิ
  • เมื่อมีการสร้างทางรถไฟ บุรีรัมย์จึงเป็นแหล่งเศรษฐกิจทางการค้า ชาวไทยอีสานจึงอพยพเข้ามาประกอบอาชีพและส่วนมากจะย้ายมาจากจังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม อาศัยอยู่มากในอำเภอนาโพธิ์ พุทไธสง บ้านใหม่ชัยพจน์ คูเมือง แคนดง สตึก ลำปลายมาศ และหนองหงส์ เป็นต้น
  • ในภาคอีสานที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอาชีพการทำนาเป็นอาชีพหลัก ดังนั้นวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตจึงมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ดำรงชีวิตด้วยการหาอาหารตามธรรมชาติที่สอดคล้องกับฤดูกาล การปลูกสร้างที่อยู่อาศัยจึงไม่แตกต่างกัน

วัฒนธรรมการแต่งกาย

          เผ่าไทยลาว (ไทยอีสาน) นิยมผ้าฝ้ายมาแต่เดิม และพัฒนาผ้าฝ้ายเป็นการทอผ้ามัดหมี่ลวดลายต่างๆ แหล่งผ้าฝ้ายที่มีมานานแล้วคือกลุ่มบ้านวาใหญ่ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ซึ่งมีชื่อเสียงในการทอผ้าย้อมสีธรรมชาติจากเปลือกไม้ ใบไม้ แก่นไม้ ผ้าซิ่นแขนกระบอกผ้าย้อมคราม หรือมัดหมี่ เป็นที่นิยมของ ชนเผ่าไทยลาว กลุ่มที่แต่งกายแบบดั้งเดิมจริงๆ นิยมแต่งด้วยผ้าย้อมคราม ทั้งเสื้อและผ้าซิ่น แต่ไม่สวยเด่นเท่าผ้ามัดหมี่ เพราะมีสีดำทำมือทั้งตัว การพัฒนาการของการทอผ้ามัดหมี่ ทำให้ไทยลาวในปัจจุบันสามารถทอผ้าลายหมี่คั่นหลายสี เช่น สีเหลือง สีแดง และนิยมสีฉูดฉาด นอกจากนี้ชาวเผ่าไทยลาวยังนิยมทอผ้าห่ม ผ้าจ่อง ลวดลายสวยงาม ซึ่งสามารถปรับแต่งมาเป็นผ้าสไบโชว์ลวดลายของผ้าประกอบเสื้อผ้าได้เป็นอย่างดี เครื่องประดับของชาวเผ่าไทยลาวนิยมเครื่องเงินเช่นเดียวกับกลุ่มอื่น

          ผ้าซิ่น ในขณะที่เอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กลุ่มผู้ไทย กลุ่มย้อ กลุ่มกะเลิง แต่เดิมนิยมผ้าซิ่นมีเชิงในตัวที่เรียกว่า ซิ่นตีนเต๊าะ แต่เผ่านี้กลับนิยมซิ่นไม่มีเชิงทั้งที่เป็นผ้าเข็น (ทอ) และผ้ามัดหมี่ฝ้ายหรือไหม

          เสื้อ แบบเสื้อของชนเผ่าไทยลาว แม้เสื้อจะเป็นเสื้อย้อมสีน้ำเงินแก่ แบบเสื้อคล้ายกับชนเผ่าอื่นๆ แต่เนื่องจากเป็นชนเผ่าที่กระจายอยู่ในที่ต่างๆ และรับเอาวัฒนธรรมจากภาคกลางได้รวดเร็ว จึงทำให้เผ่าไทยลาวมีแบบเสื้อแตกต่างไปจากชนเผ่าอื่นๆ บ้าง เช่น เสื้อแขนกระบอก คือ ทอจากผ้าแพร ตกแต่งให้มีจีบมีระบาย สวมสร้อยที่เป็นรัตนชาติ เช่น มุก มากกว่าการสวมสร้อยเงิน สอดชายเสื้อในซิ่นหมี่ไหม คาดด้วย เข็มขัดเงิน จุดเด่นอีกประการหนึ่งของชนเผ่าไทยลาว คือ การนิยมผ้าขะม้าทั้งชายและหญิง ผ้าขะม้า (ขาวม้า) ที่งดงามคือผ้าใส่ปลาไหล มีสีเขียว-แดง-เหลือง ตามแนวยาวไม่ใช่เป็นตาหมากรุก ซึ่งเป็นผ้าสมัยใหม่ ผ้าใส่ปลาไหลสามารถดัดแปลงเป็นผ้าคล้องคอ ผ้าสไบของสตรีในการเสริมการแต่งกายให้งดงามขึ้น

เรือนของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยลาว

       เรือนไทยภาคอีสานมีลักษณะแตกต่างกันตามลักษณะภูมิประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติ การดำรงชีพ เรือนไทยลาวจะมีลักษณะเฉพาะออกไปจากกลุ่มชาติพันธุ์ในเขตภาคอีสาน

       ลักษณะชั่วคราว เป็นที่พักชั่วคราวสร้างไว้ใช้เฉพาะบางฤดูกาลโดยเฉพาะช่วงฤดูฝน เช่น “เถียงนา” หรือกระท่อมนา เป็นสถานที่พักอาศัยในระหว่างการทำนา โดยจะสร้างขึ้นบนที่สูงตามความเหมาะสม ในบริเวณผืนนา โดยจะนำไม้ที่ได้จากเรือนเก่าและไม้ที่ตัดได้บริเวณที่ๆ จะปลูกสร้าง ยกพื้นสูงพอประมาณ หลังคามุงหญ้าคาหรือสังกะสีเก่าๆ พื้นไม้เป็นพื้นไม้เก่าอาจตัดต่อให้เต็มพื้น ฝาผนังอาจใช้กระดานฝาเรือนหรือพื้นไม้ตีกั้นเป็นช่องห่างๆ พอกันแดดกันฝนได้ไม่เต็มผนัง สามารถมองเห็นวัวควายที่หลงเข้ามากินข้าวในนา และปลูกผักสวนครัวไว้ใช้ประกอบอาหารจากหอย ปู ปลา บางคนอาจนำ เป็ด ไก่ มาล้อมทำคอกหรือนำควายมาเลี้ยงไว้บริเวณเดียวกัน โดยการเกี่ยวหญ้าตามคันนามาเป็นอาหาร และจะกลับไปในช่วงการเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นลง

       เรือนกึ่งถาวร เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความมั่นคงกว่าลักษณะชั่วคราว อาจเป็นเรือนเล็กหรือกระท่อมใช้เป็นที่อยู่อาศัยของลูกสาวคนโตที่ต้องแยกเรือนเมื่อน้องสาวต้องแต่งงาน โดยปลูกสร้างไว้รอเวลาในการสะสมไม้หรือเงินทองเพื่อเตรียมปลูกสร้างเรือนใหม่บางพื้นที่เรียก “เรือนเหย้า” บางแห่งจะสร้างเป็นเพิงต่อจากยุ้งข้าวหรือเล้าข้าวเรียก “ตูบต่อเล้า”    ปิดกั้นมิดชิดและแข็งแรง หากออกไปปลูกสร้างเรือนใหม่ต่อเล้าสามารถใช้ประโยชน์ต่อไปได้

       ลักษณะเรือนถาวร เรือนถาวรเป็นเรือนที่มีกระบวนการต่างๆมาก เริ่มตั้งแต่การเลือกไม้ เลื่อยไม้ตามขนาดที่ออกแบบไว้เก็บสะสมไว้ ต้องสะสมเงินเพื่อการก่อสร้าง ติดต่อช่างและหาฤกษ์ในการยกปลูกสร้างตามต้องการ บ้านมีความหมายถึงชุมชนที่มารวมกันอยู่หลายครอบครัว แต่ละครอบครัวก็สร้างสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นที่อยู่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกันรวมกันเป็นกลุ่มเรียก “หมู่บ้าน” ส่วนคำว่า “เรือน” หมายถึง สิ่งปลูกสร้างสำหรับสมาชิกในครอบครัว เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยป้องกันอันตรายจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น ความร้อนหนาวของอากาศ ป้องกันฝน ป้องกันสัตว์ร้าย หรือโจรขโมยคนร้ายต่างๆ ดังนั้นถือว่าเรือนเป็นสถานที่หลับนอนพักผ่อนอย่างมีความสุขและปลอดภัย มีการปฏิบัติตนในการครองเรือน แบ่งหน้าที่การใช้สอยบนตัวเรือนอย่างมีระเบียบแบบแผน โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ลักษณะภูมิอากาศ ทิศทางลมและแสงแดด โดยทั่วไปชาวอีสานจะมีคติความเชื่อในการปลูกเรือนคล้ายหรือเหมือนกัน กล่าวคือ จะหันจั่วที่เป็นห้องเปิง ไปทางทิศตะวันออก เพื่อให้แสงแดดส่องเข้ามาเวลาเช้า และจะสร้างเรือนไฟไว้ทิศตะวันตก เพราะในสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้าใช้ ดังนั้นจึงต้องอาศัยแสงสว่างจากดวงอาทิตย์เวลาเย็นเพื่อเป็นการประกอบอาหาร เรือนใหญ่หรือเรือนเล็กขึ้นอยู่กับฐานะ และจำนวนสมาชิก อาจต่อเพิ่มเชื่อมต่อกันภายหลังได้

       เล้าข้าว (ยุ้งข้าว) เป็นสถานที่เก็บเมล็ดข้าวเปลือก ขนาดของเล้าข้าวบ่งบอกถึงสถานะเจ้าของเรือน ว่ามีที่นามากน้อยขนาดไหน เล้าข้าวจะยกขึ้นสูง ประมาณเทียบเกวียน เพื่อย้ายข้าวจากเกวียนขึ้นบนเล้าได้   เล้าข้าวมีความแข็งแรงมากกว่าตัวเรือนเพราะจะต้องบรรจุข้าวเต็มจำนวน

องค์ประกอบของเรือนไทยลาว

       เรือนไทยลาว จะมีลักษณะโดยทั่วไปกล่าวคือ ยกพื้นสูง ใช้ประโยชน์ใต้ถุนเรือนในการทอผ้า จักสาน พักผ่อน แยกส่วนทำคอกวัวควายหรือเลี้ยงเป็ด ไก่ จั่วหันไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก หลังคาลาดชันเพราะต้องการให้น้ำฝนไหลลงเร็ว ใช้หญ้าคาหรือแผ่นไม้มุงเป็นหลังคา มีหน้าต่างเล็กเจาะเป็นช่อง แบ่งแยกภายในตัวเรือนเป็นห้องๆ เพื่อประโยชน์ใช้สอยสำหรับสมาชิกในครอบครัว โดยมีองค์ประกอบดังนี้

เรือนนอนใหญ่ จะวางจั่วรับทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ส่วนมากจะมีความยาว 3 ช่วงเสาหรือแบ่งเป็นสามห้อง ห้องทิศตะวันออกเรียก “ห้องเปิง”

  1. ห้องเปิง จะเปิดโล่งไม่กั้นห้อง ภายในใช้เป็นห้องรับรองแขก และเป็นที่นอนของลูกชาย
  2. ห้องพ่อ – แม่ อาจกั้นเป็นห้องหรือไม่มีประตู เป็นที่นอนของพ่อแม่
  3. ห้องนอนลูกสาว หรือเรียกว่า ห้องส่วม มีประตูฝากั้นมิดชิด หากได้ลูกเขยก็จะให้นอนห้องนี้

       เรือนเกย เป็นเรือนชานใน ลดระดับลงจากเรือนนอน เป็นที่โล่งมีหลังคาคลุม ใช้เป็นที่รับแขก พักผ่อน รับประทานอาหาร มีเรือนชานในใช้ด้านทิศตะวันตกของชานแดดทำเรือนไม้                                        

       เรือนแฝด เป็นเรือนทรงจั่วเช่นเดียวกับเรือนนอน โครงสร้างคาน พื้น ขื่อ หลังคาฝากไว้กับเรือนนอน 

       เรือนโข่ง ลักษณะเป็นเรือนทรงจั่วเช่นเดียวกับเรือนนอน แต่จะแยกโครงสร้างออกจากเรือนนอน สามารถรื้อถอนได้โดยไม่กระทบกระเทือนกับเรือนนอน หากไม่มีครัวก็สามารถใช้ห้องทิศตะวันตกทำครัวได้

       ชานแดด เป็นบริเวณนอกชานเชื่อมระหว่างเกยเรือนแฝดและเรือนโข่ง มีบันไดเชื่อมต่อกับพื้นที่ด้านล่าง ไม่มีหลังคาคลุม จะวางไม้พื้นห่างๆ เพื่อให้น้ำไหลลงได้สะดวก ด้านทิศตะวันตกนิยมสร้างเรือนไฟ

       เรือนไฟ (ครัว) ส่วนมากจะทำไว้ด้านทิศตะวันตกของชานแดด จะทำฝาเรือนโปร่งหรือทำเพียงครึ่งหนึ่งเพื่อป้องกันฝน แต่ก็ต้องการให้แสงแดดส่องเข้าภายในเพื่อใช้ประโยชน์ในการปรุงอาหารในเวลาเย็น

       บันได (กะได) เชื่อมระหว่างพื้นกับตัวเรือน แยกออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนนอกเรียกแม่กะไดและ       พ่อกะได ซึ่งจะมีความหมายยาวกว่า ระหว่างพ่อกะไดและแม่กะได ถ้าเป็นลูกกะไดจะนับเป็นเลขคี่ เช่น สาม ห้า เจ็ด หรือเก้า แล้วแต่ความสูงของตัวเรือน โดยเชื่อว่า “กะไดคู่กะไดผี กะไดคี่กะไดคน”

ตำนานเรื่องเล่า

      ตำนานของประเพณีบุญบั้งไฟ ผูกพันกับนิทานพื้นบ้านสองเรื่อง คือ เรื่องท้าวผาแดงนางไอ่ และเรื่องสงครามระหว่างพญาคันคากกับพญาแถน ซึ่งเป็นเรื่องที่กล่าวถึงที่มาของการยิงบั้งไฟเลยทีเดียว ตำนานเรื่องนี้เริ่มจากพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นพญาคันคาก (คางคก) อาศัยอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ครั้งนั้นพญาแถน เทพผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ผู้ดลบันดาลให้ฝนตก เกิดไม่พอใจชาวโลกจึงบันดาลให้ฝนไม่ตกเลยตลอด 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ชาวเมืองทนไม่ไหวจึงคิดทำสงครามกับพญาแถน แต่สู้พญาแถนกับกองทัพเทวดาไม่ได้ ถูกไล่ล่าหนีมาถึงต้นไม้ใหญ่ที่พญาคันคากอาศัยอยู่ในที่สุด พญาคันคากตกลงใจเป็นจอมทัพของชาวโลกต่อสู้กับพญาแถน พญาคันคากให้พญาปลวกก่อจอมปลวกขึ้นไปจนถึงสวรรค์ ให้พญามอดไม้ไปทำลายด้ามอาวุธของทหารและอาวุธพญาแถน และให้พญาผึ้ง ต่อ แตนไปต่อยทหารและพญาแถน ฝ่ายเทวดาพ่ายแพ้ พญาแถนจึงให้คำมั่นว่าหากมนุษย์ยิงบั้งไฟขึ้นไปเตือนเมื่อไรจะรีบบันดาลให้ฝนตกลงมาให้ทันที และถ้ากบเขียดร้องก็ถือเป็นสัญญาณว่าฝนได้ตกลงถึงพื้นแล้ว และเมื่อใดที่ชาวเมืองเล่นว่าวก็เป็นสัญญาณแห่งการหมดสิ้นฤดูฝน พญาแถนก็บันดาลให้ฝนหยุดตก

ประเพณีบุญบั้งไฟ

          บุญบั้งไฟเป็นประเพณีที่นิยมทำกันเดือน 6 เป็นการจัดทำบุญบั้งไฟขึ้น เพื่อการบูชาอารักษ์หลักเมือง เป็นประเพณีทำบุญขอฝนเพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ที่ถือปฏิบัติมาแต่โบราณ บางหมู่บ้านจะถือเคร่งมาก คือ จะต้องทำบุญบั้งไฟทุกปีจะเว้น ไม่ทำไม่ได้ เพราะถ้าเว้นไม่ทำบุญนี้ เชื่อกันว่าอาจทำให้เกิดเหตุเภทภัยต่างๆ ขึ้น เช่น ฝนแล้งบ้างหรือไม่ตกต้องตามฤดูกาลบ้าง คนหรือวัวควายอาจเกิดเจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆ บ้าง เป็นต้น และเมื่อทำบุญดังกล่าวแล้วก็เชื่อว่าฟ้าฝนจะอุดมสมบูรณ์ประชาชนในละแวกนั้นจะอยู่เย็นเป็นสุข เพราะมีข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ ทั้งปราศจากโรคภัยด้วย การเตรียมงานเมื่อชาวบ้านตกลงกำหนดวันกับทางวัดแล้วว่าจะทำบุญบั้งไฟวันใดก็จะพากันจัดหาเงินซื้อ ดินประสิวไปมอบให้ทางวัดเพื่อให้เจ้าอาวาสประชุมภิกษุสามเณร และชาวบ้านจัดทำบั้งไฟขึ้นและเจ้าบ้าน (คนในหมู่บ้านที่เป็นเจ้าภาพ) จะทำฎีกาบอกบุญไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อให้ชาวบ้านอื่นจัดบั้งไฟและขบวนเซิ้งมาร่วมงานบุญและประชันกัน บางทีมีประกาศให้หมู่บ้านหรือบุคคลนำบั้งไฟมาประกวดกัน โดยประกวดทั้งขบวนแห่ การประดับตกแต่งบั้งไฟและการจุดขึ้นสูงของบั้งไฟด้วย ทางคณะเจ้าภาพจะจัดหารางวัลให้ ผู้ชนะ เมื่อใกล้จะถึงวันกำหนดงาน ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของงานจะพากันปลูกเพิงหรือผาม (ประรำ) รอบบริเวณวัดหรือศาลาวัด เพื่อให้คนหมู่บ้านอื่นที่มาร่วมงานได้พักอาศัยและทุกบ้านเตรียมสุรา อาหารทั้งคาวหวานไว้ต้อนรับแขกที่จะมาจากต่างถิ่นโดยไม่คิดมูลค่า ส่วนผู้ชำนาญในการทำบั้งไฟ ก็เตรียมหาไม้และอุปกรณ์มาทำบั้งไฟ บั้งไฟมีความเล็กใหญ่แล้วแต่ความต้องการหรือตามความสามารถของผู้จัดทำ บั้งไฟขนาดใหญ่มีอยู่  2 ชนิด คือ บั้งไฟหมื่นและบั้งไฟแสน ตามน้ำหนักของดินปืน บั้งไฟหมื่นใช้ดินปืนหนัก 12 กิโลกรัม (หนึ่งหมื่น) ถ้าบั้งไฟแสนก็ใช้ดินปืนหนักสิบหมื่น (120 กิโลกรัม) บั้งไฟ คือ กระบอกไม้ไผ่ยาวประมาณ 2 ถึง 3 เมตร ทะลุปล้องออกหรือกระบอกเหล็กกลมๆ กลวงข้างในก็ได้ สำหรับใช้บรรจุดินปืน ตำดินปืนให้แน่นเกือบเต็มกระบอกโดยมีลิ่มอุดที่ปลายกระบอกข้างหนึ่งให้แน่น เอาดินเหนียวปิดปากกระบอกอีกข้างหนึ่งเสร็จแล้วเจาะรูให้พอเหมาะแล้วเอาไม้ไผ่ขนาดเล็กเป็นท่อนๆ ข้างกัน มีข้อยาวต่างๆ กันมาเป็นลูกบั้งไฟ โดยมัดรอบตัวบั้งไฟเพื่อให้เกิดเสียงดังเมื่อบั้งไฟอยู่ในอากาศ และมีไม้ไผ่ลำยาวทำเป็นหาง มีขนาดสั้นยาวแล้วแต่ขนาดของบั้งไฟแล้วประดับประดาบั้งไฟด้วยกระดาษสี ทำลวดลายต่างๆ กันแล้วแต่จะเห็นสวยงาม เมื่อถึงวันทำบุญ ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ทำบุญเตรียมทำอาหารการกินต้อนรับแขกและภัตตาหารสำหรับถวายพระภิกษุสามเณรที่มาร่วมงาน ส่วนชาวบ้านในหมู่บ้านอื่นๆ ที่ได้รับการบอกบุญก็จะมีทั้งผู้เฒ่าผู้แก่หนุ่มสาวและเด็ก พร้อมทั้งบั้งไฟมาร่วมงานบุญที่วัด ซึ่งตามปรกติจะมาพร้อมกับพระภิกษุสามเณรที่มาร่วมงานบุญ   ในงานบุญบั้งไฟ พ่อแม่ยินดีให้ลูกสาวไปร่วมงาน โดยไม่มีการขัดข้องเกี่ยงงอน ในงานบุญบั้งไฟมักจะมีการบวชนาคด้วย    ก่อนบวชมีการฟังพระสวดมนต์ และถวายภัตตาหารเพล   ตอนบ่ายตีกลองรวมประชาชน ทำพิธีสู่ขวัญนาคและทำพิธี   บวชนาคก่อนจะมีการบวชนาค เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้บวช จะต้องมีพิธีสู่ขวัญนาคก่อน

กระติบข้าว

       กระติบข้าว หรือภาษาอีสานบางแห่งเรียกว่า ก่องข้าว เป็นภาชนะใช้สำหรับใส่ข้าวเหนียวที่ทรงคุณค่ามากด้วยภูมิปัญญา เก็บความร้อนได้ดี ในขณะที่ยอมให้ไอน้ำระเหยออกไปได้ ทำให้ข้าวเหนียวที่บรรจุอยู่ภายในกระติบหรือก่องข้าวไม่แฉะด้วยไอน้ำ (ต่างจากกระติกน้ำแข็งที่เก็บความร้อนได้แต่ไม่ยอมให้ไอน้ำระเหยออกข้าวเหนียวจึงแฉะ)

       ภูมิปัญญานี้มีเคล็ดลับอยู่ที่การสานกระติบเป็นสองชั้น ชั้นในสุดจะสานด้วยตอกให้มีตาห่างเล็กน้อย เพื่อให้ไอน้ำระเหยออกจากข้าวผ่านช่องว่างภายในกระติบชั้นในได้ ในขณะที่ชั้นนอกสุดจะสานด้วยตอกที่มีความชิดแน่นหนากว่าเพื่อเก็บกักความร้อนไว้ ไอน้ำที่มีความร้อนอยู่ภายในช่องว่างนี้ จะช่วยทำให้ข้าวเหนียวที่อยู่ภายในกระติบ ยังคงความร้อนได้อีกนาน โดยเมล็ดข้าวจะไม่มีไอน้ำเกาะจึงไม่แฉะเหมือนกับการบรรจุในภาชนะพลาสติกยุคใหม่ ฝาปิดและตัวกระติบจะมีลักษณะที่เหมือนกัน เพียงแต่มีขนาดที่ต่างกันเล็กน้อยให้สามารถสวมใส่กันได้พอดี ในส่วนตัวกระติบจะมีฐานรอง   ขดเป็นวงกลม มีขนาดเล็กกว่าตัวกระติบข้าวเล็กน้อย ยึดด้วยหวายหรือไนล่อนให้ติดกับตัวกระติบ

       เซิ้งกระติบข้าว เป็นการแสดงของทางภาคอีสานที่เป็นที่รู้จักกันดี และแพร่หลายที่สุดชุดหนึ่ง จนทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าการแสดงของภาคอีสานมีลักษณะเป็นการรำเซิ้งเพียงอย่างเดียว

       เซิ้งกระติบข้าวได้แบบอย่างมาจากการเซิ้งบั้งไฟ ซึ่งแต่เดิมนั้น เซิ้งบั้งไฟในขบวนแห่  หรือเซิ้งในขบวนแห่ต่างๆ ไม่มีท่าฟ้อนรำที่อ่อนช้อย เป็นเพียงยกมือร่ายรำ (ยกมือสวกไปสวกมา) ให้เข้ากับจังหวะกลองและรำมะนาเท่านั้น

“ในราว พ.ศ. 2507 เมื่อครั้งที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงมีพระประสงค์การแสดงของภาคอีสาน เพื่อต้อนรับสมเด็จพระนางเจ้าอะเลียนา และเจ้าหญิงบีทริกซ์ แห่งประเทศเนเธอแลนด์ จึงมีการนำเอาเพลงเซิ้งอีสานคือ จังหวะลำเซิ้งมาใช้ โดยมีท่าถวายบังคมท่านกบิน ท่าเดิน ท่าดูดาว ท่าม้วนตัว  ท่าสนุกสนาน ท่าปั้นข้าวเหนียว ท่าโปรยดอกไม้ ท่าบังแสงอาทิตย์ ท่าเตี้ย (รำเตี้ย) และในการแต่งกาย  ครั้งแรกนั้น จะนุ่งผ้าซิ่นห่มผ้าสไบ เกล้าผมสูง แต่ยังไม่ได้ห้อยกระติบข้าวเพราะเห็นว่ารุงรัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตร พระองค์จึงรับสั่งให้ใครสักคนหนึ่งลองรำดูว่า ถ้าไม่ห้อยกระติบข้าว หรือห้อยกระติบข้าวแล้วจะเป็นอย่างไร คุณหญิงเบญจวรรณ  อรวรรณ เป็นผู้ทดลองรำดู ครั้งแรกไม่ห้อยกระติบข้าวก็น่ารักดี ครั้งที่สองรำโดยห้อยกระติบข้าวทุกคนก็คิดว่ากำลังน่ารัก   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งคำเดียวว่า “น่าเอ็นดูดีนี่” ผู้รำทุกคนก็พากันรีบห้อยกระติบข้าวกันใหญ่ทางไหล่ขวาของทุกคน และการเซิ้งครั้งนั้น ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เรียกชื่อว่า “เซิ้งอีสาน” ต่อมามีผู้นำเซิ้งอีสานนี้ไปแสดงกันทั่วไป แต่เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า “เซิ้งกระติบข้าว” “

ลาบเลือด

      เป็นอาหารที่เป็นที่ชื่นชอบของคนไทยลาวภาคอีสาน เพระนานๆ ครั้งจะได้ทำกิน โดยการใช้เนื้อวัวสดใหม่ๆ นำมาขายแบ่งกันในช่วงเวลาสำคัญเรียก พูดหรือแบ่งพูด โดยมีเลือด, ดี, เพี้ย อยู่ในพูดด้วย (เพี้ย คืออาหารที่ผ่านการย่อยจากกระเพาะแล้วมาอยู่ในลำไส้อ่อน) จะมัดเป็นปล้องๆ  มีรสขม หากเป็นเลือด เป็นก้อยจะขาดเสียไม่ได้ (นักวิชาการชาวอีสานเข้าข้างตัวเองว่าถ้าคนอีสานไม่แข็งแรงจริงจะกินอาหารแบบนี้ไม่ได้)

เครื่องปรุง

เนื้อวัวสดดิบ, เครื่องในวัวหั่นบาง, เลือด, ดีวัว, เพี้ย, เกลือ, น้ำปลา, ผงชูรส, ข้าวคั่ว, พริกป่น, ต้นหอมซอย, ผักชีใบเลื่อยซอย, ใบมะกรูดหั่นฝอย

ผักเครื่องเคียง

แตงกวา, ถั่วฝักยาว, ใบมะตูม, ผักลืมผัว, ใบกระสัง, ยอดสะเดา เป็นต้น

วิธีทำ  

      นำเนื้อวัวสับและเครื่องในวัวหั่นบาง 2 ขีด แช่ในเลือด 1-2 นาที เพื่อให้เนื้อมีความกรอบ จากนั้น  ใส่น้ำเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ใส่ลงไป ดังนี้ เกลือ ครึ่งช้อนชา น้ำปลา 1-2 ช้อนชา ผงชูรส 1 ช้อนชา ข้าวคั่ว 3-5 ช้อนชา พริกป่น 3-5 ช้อนชา ดีวัวหรือเพี้ยตามความชอบ ต้นหอมผักชีใบเลื่อยซอยและใบมะกรูดหั่นฝอยเล็กน้อยแล้วคลุกให้เข้ากัน


Gallery

  • null

    ชาติพันธุ์ลาว

  • null

    ชาติพันธุ์ลาว

  • null

    ชาติพันธุ์ลาว

  • null

    ชาติพันธุ์ลาว

  • null

    ชาติพันธุ์ลาว

  • null

    ชาติพันธุ์ลาว