นิทรรศการวิถีชีวิตชาติพันธุ์เขมร

นิทรรศการวิถีชีวิตชาติพันธุ์เขมร

                   เมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว มีผู้คนได้  ตั้งหลักแหล่งบริเวณอีสานตอนใต้ ชุมชนจะกระจายตัว ตั้งแต่บริเวณสองฝั่งลำน้ำมูลถึงเชิงเขาพนมดงเร็ก และกระจายเต็มพื้นที่ทุ่งกุลา บริเวณขอบทุ่งกุลามีหลักฐานการตั้งหลักแหล่งเป็นจำนวนมากและมีลักษณะเฉพาะเรียก “วัฒนธรรมกุลาร้องไห้”

                    หลัง พ.ศ. 1500 วัฒนธรรมของเขมรจากทะเลสาบกัมพูชาแผ่เข้าสู่อีสานถึงบุรีรัมย์ จีนสามารถใช้การเดินทางด้วยเรือทะเลสมุทรได้ ขณะที่บริเวณ สองฝั่งโขง – ชี – มูล มีทรัพยากรมาก บ้านเมืองเติบโตกระจายตัวหนาแน่นขึ้น บริเวณปราสาทพนมวัน, ปราสาทพิมาย, ปราสาทพนมรุ้ง เป็นบริเวณต้นน้ำมูล และต้นวงศ์กษัตริย์กัมพูชาอยู่ลุ่มน้ำมูลบรรพบุรุษ เกี่ยวดองเป็นเครือญาติของกษัตริย์กัมพูชาที่สถาปนาอาณาจักรขึ้นบริเวณทะเลสาบในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เป็นต้นมา ชาวเขมรได้เดินทางเข้าออกผ่านช่องเขาต่างๆ ของทิวเขาดงเร็ก ซึ่งปัจจุบันยังใช้เป็นเส้นทางคมนาคม เช่น ช่องตะโก ช่องสระแจง ช่องโอบก ช่องตาเหมือน ช่องจอม เป็นต้น ต่อมาเมื่อเขมรเสื่อมอำนาจลงประชาชนกระจัดกระจาย ต่างก็พยายามเลือกพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์เพื่อทำการเกษตรโดยทั่วไป

DSC_0009

                   ชาวเขมร ได้ปรากฏชื่อขึ้นอีก ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เขมรป่าดงเมืองตะลุง (อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์) ยอมสวามิภักดิ์กับพระเจ้าตาก ต่อมาเมื่อพระยาจักรี ไปรบ เจ้าโอ เจ้าอินและอุปฮาดที่เมืองจำปาศักดิ์ ระหว่างเดินทางกลับพบเมืองร้างอยู่บริเวณลุ่มน้ำห้วยจระเข้มาก มีคูน้ำดินล้อมรอบเหมาะที่จะสร้างเมือง จึงได้รวบรวมชาวเขมรป่าดง ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณรอบนอกคูน้ำ ให้เข้ามาตั้งบ้านเมืองรวมกัน แล้วตั้งชื่อเมืองว่า “เมืองแปะ”

                    ในสมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2379 โปรดฯ ให้เจ้าพระยาบดินทร์เดชา ทำบัญชีเขมรป่าดงเพื่อต้องการจำนวนชายฉกรรจ์เป็นแน่ว่ามีเท่าใด ดังนั้นชาวเขมรที่อยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์จึงเป็นกลุ่มชนที่อยู่ในพื้นที่แรกๆ และมีมากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่น ส่วนมากอาศัยอยู่บริเวณทิศใต้ และทิศตะวันออกของจังหวัด เช่น บ้านกรวด ละหานทราย ปะคำ ประโคนชัย โนนสุวรรณ สตึก บ้านด่าน พลับพลาชัย กระสัง ห้วยราช รวมทั้งอำเภอเมืองบุรีรัมย์ พ.ศ. 2482 ชาวบุรีรัมย์ที่ถูกเรียกว่า ลาว ส่วย เขมร มาแต่เดิมต่อไปนี้ “เป็นคนไทย” ทุกคน เพราะรัฐบาลเปลี่ยนชื่อราชอาณาจักรสยามเป็นประเทศไทย ราษฎรทุกคนจึงเป็นคนไทย


กลุ่มชาติพันธุ์ไทยเขมร

การแต่งกายของชาวไทยเขมร     

               การแต่งกายของชาวไทยเชื้อสายเขมรในเขตอีสานใต้ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นที่น่าชื่นชม ผู้หญิงวัยสาวก่อนที่เข้าสู่วัยแต่งงานจะต้องเรียนรู้การทอผ้าและตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยมือก่อนที่จะออกเรือน โดยเฉพาะการตัดเย็บที่เรียกว่า “อาวเก็บ” ซึ่งเป็นเสื้อคอกลมแขนกระบอก สมัยก่อนใช้เงินพดด้วงแทนกระดุมเสื้อ สตรีจะนุ่งผ้าไหมทอมือที่มีลวดลายสีพื้นสวยงาม เช่น ผ้าสมอ ผ้าสกู ผ้ากระเนียง ผ้าอันเปรม ผ้าโฮล ผ้าเก็บ ผ้าจคอ ผ้าโสร่ง ใช้ผ้าไหมพาดบ่าโดยพาดให้ชายผ้าอยู่ด้านหน้าอ้อมผ่านใต้รักแร้แล้วตวัดกลับไปด้านหลัง เป็นผ้าสไบหรือผ้าเบี่ยงไหลเรียกว่า “ผ้าเก็บ” หากไปงานบุญทั่วไปจะใช้ผ้าย้อมดำจากมะเกลือ ถ้าไปวัดจะเบี่ยงผ้าเก็บเป็นสีขาว

               ปัจจุบันหญิงวัยกลางคนจะสวมเสื้อตามสมัยนิยม ส่วนมากจะเป็นเสื้อแขนกระบอกลูกไม้ ส่วนหญิงสาวจะสวมเสื้อตามสมัยนิยม แต่ก็ยังคงนุ่งผ้าไหมทอมือเป็นเอกลักษณ์สำคัญ

               ผ้านุ่งของผู้ชายในสมัยก่อนจะนุ่งผ้าโจงกระเบนเขมรเรียกว่า  “จองกระเบ็น” โดยใช้ผ้าโฮลเปร๊า ทอเป็นผืนยาวไม่เย็บชายผ้าติดกัน    ส่วนผู้หญิงจะลดความยาวลง ปัจจุบันผู้ชายจะนุ่งผ้าโสร่งแทนไม่นิยมสวมเสื้อ แต่หากเป็นโอกาสสำคัญจะสวมเสื้อเรียบร้อยสวยงาม

แซนโฎนตา 

               เป็นประเพณีที่สำคัญ และถือปฏิบัติสืบทอดติดต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่โบราณของชาวเขมร รวมทั้งชาวไทยเชื้อสายเขมร ในประเทศไทยก็สืบทอดประเพณีติดต่อกันมาทุกปี เพื่อแสดงออกซึ่งการกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ผู้มีพระคุณ สะท้อนให้เห็นความสามัคคี ความรักความผูกพันของสมาชิกในครอบครัว เครือญาติ และชุมชน คำว่า “แซน” หมายถึง การเซ่น เซ่นไหว้ ส่วนคำว่า “โฎนตา” หมายถึง การทำบุญให้ปู่ย่าตายาย หรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ดังนั้นคำว่า “แซนโฎนตา” จึงหมายถึง การเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ ซึ่งได้กระทำกันสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ความเชื่อความเป็นมาของพิธีแซนโฎนตา

                   มีตำนานกล่าวถึงในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จมายังกรุงพาราณสี ทรงโปรดพระปัญจวัคคีย์ โปรดชฏิล 3 พี่น้องพร้อมทั้งบริวาร แล้วจึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสารจนได้บรรลุธรรมขั้นพระโสดาบัน

                   พระเจ้าพิมพิสารทรงนิมนต์พระพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระภิกษุสงฆ์ เพื่อรับภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น ในพระราชนิเวศน์ ส่วนพวกเปรตญาติของพระเจ้าพิมพิสาร ก็ได้รอรับทาน แล้วพระเจ้าพิมพิสาร ทรงดำริจะหาสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าว่าจะทรงประทับที่ไหน ทำให้ทรงลืมอุทิศส่วนบุญไปให้พวกเปรตญาติ พวกเปรตญาติ เมื่อไม่ได้รับผลบุญจึงเสียใจ ในคืนนั้นจึงได้พากันร้องโหยหวน น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงตกพระทัย พอรุ่งเช้าจึงกราบทูลเรื่องเสียงนั้นให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เสียงร้องนั้นมิได้เป็นนิมิตร้ายแต่ประการใด แต่เป็นเสียงเปรตญาติของพระองค์มารอส่วนบุญ ที่เมื่อวันก่อนพระองค์ถวายทานแล้วมิได้อุทิศแก่พวกเขา พวกเขาจึงพากันผิดหวังและมาส่งเสียงร้องดังกล่าว จึงแนะนำให้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้พวกเขา

                   วันต่อมาจึงได้นิมนต์พระพุทธเจ้า พร้อมพระภิกษุสงฆ์ไปเสวยภัตตาหารในพระราชวัง แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่พวกเปรตเหล่านั้น ตกดึกคืนนั้นพวกเปรตมาปรากฏโฉมอีก แต่คราวนี้หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสขอบคุณที่แบ่งส่วนบุญให้ แล้วก็อันตรธานหายวับไป

                   ชาวเขมรได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา ได้เห็นถึงหนทางที่จะอุทิศส่วนกุศลให้ถึงแก่ผีบรรพบุรุษ จากตำนานของพระเจ้าพิมพิสารเป็นจุดเริ่มต้นของพิธี “แซนโฎนตา” ชาวเขมรมีความเชื่อว่าเมื่อถึงวันแรม 1ค่ำ เดือน 10 ประตูยมโลกจะเปิด ผีในยมโลกจะเดินทางมาเยี่ยมญาติจึงมีการจัดทำอาหาร ขนม ข้าวต้มในตอนเย็นของวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10 และพอรุ่งเช้าวันขึ้น 15 ค่ำ ก็จะนำอาหาร ขนม ข้าวต้ม ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลที่วัด เป็นวัน “เบ็นตูจ” โดยเชื่อว่าผีจะออกมาจากยมโลกได้ 15 วัน หลังจากนั้นต้องกลับไปรับกรรมตามเดิมนับไปอีก 15 วัน จะตรงกับวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี คือวัน “เบ็นทม” ซึ่งเป็นวันที่ประกอบพิธี “แซนโฎนตา”

                   เหตุที่ต้องเตรียมตัวทำบุญตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10 เพราะผีบรรพบุรุษถูกปล่อยมาและเดินทางมาไกลเกิดความเหน็ดเหนื่อย หิวกระหาย เมื่อมาถึงก็จะอยู่วัดรอคอยว่าญาติหรือลูกหลานจะมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้หรือไม่ เมื่อถึงรุ่งเช้าวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ญาติหรือลูกหลานก็จะไปทำบุญที่วัด จะดีใจได้ผลการทำบุญอุทิศให้ก็จะอวยพรให้ญาติ หรือลูกหลานมีความสุขความเจริญ ประกอบอาชีพประสบผลสำเร็จมีเงินมีทองใช้ แต่ถ้าไม่เห็นก็จะโกรธ และสาปแช่งญาติหรือลูกหลานไม่ให้มีความสุขความเจริญ

ขั้นตอนการประกอบพิธีกรรมแซนโฎนตา มีดังนี้

  1. การเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ ในพิธีแซนโฎนตาประกอบด้วย อาหารคาว – หวาน ผลไม้ เครื่องดื่ม
  • อาหารคาว ได้แก่ ปลานึ่ง ปลาย่าง หมูย่าง ไก่ย่าง แกงวุ้นเส้น แกงกล้วย ต้มยำไก่ ลาบหมู ไก่นึ่ง
  • อาหารหวาน ได้แก่  ข้าวต้มมัดใบมะพร้าว ขนมเทียน ขนมนางเล็ด ขนมโชค (ขนมดอกบัว)   ขนมโกรด ข้าวกระยาสารท
  • ผลไม้ ได้แก่ มะพร้าวอ่อน กล้วย ส้ม ละมุด พุทรา องุ่น เป็นต้น 
  • เครื่องดื่ม ได้แก่ น้ำเปล่า เหล้าขาว น้ำอัดลม เหล้าสีต่างๆ เป็นต้น
  • ของใช้ต่างๆ ได้แก่ เสื่อหวาย ที่นอนแบบพับ หมอน ผ้าขาว ผ้าไหม ผ้าโสร่ง อาภรณ์ต่างๆ พาน ธูปเทียน กรวย 5 ช่อ ที่ทำจากใบตองสดม้วนเป็นกรวยแล้วสอดด้วย ธูปและใบกรูยกะนำ ความหมายของการจัดกรวย 5 ช่อ คือ ขันธ์ 5 หมายถึง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ                                                                  
  • เครื่องเซ่นนั้น คนในครอบครัวและญาติๆ ก็จะมาช่วยกันประกอบอาหารคาวหวาน ซื้อมาจากตลาด บางส่วนได้มาจากภายในหมู่ญาติๆ นำมาช่วยกัน เมื่อเตรียมอาหารคาวหวาน ผลไม้ และ เครื่องเซ่นต่างๆ  พร้อมแล้ว การจัดสถานที่ประกอบพิธีกรรม จะปูด้วยเสื่อหวาย วางที่นอนแบบพับ พร้อมหมอน ปูทับด้วยผ้าขาว นำผ้าไหม ผ้าโสร่ง หรืออาภรณ์อื่นๆ วางไว้บนหมอน อาหาร เครื่องเซ่นต่างๆ จะวางไว้บนผ้าขาว หากไม่หมด สามารถวางรายรอบได้
  1. ก่อนจะทำพิธีกรรมแซนโฎนตาที่บ้าน ชาวบ้านจะนำเครื่องเซ่นไหว้แบ่งไว้ต่างหากจากที่เซ่นที่บ้าน เพื่อไปเซ่นไหว้ศาลปู่ตาประจำหมู่บ้าน ซึ่งจะต้องไปเซ่นไหว้ศาลปู่ตาก่อนเสมอ เป็นการบอกกล่าวให้ศาลปู่ตาได้รับรู้
  2. การเซ่นไหว้ศาลพระภูมิประจำบ้านนั้น เมื่อเสร็จจากเซ่นไหว้ศาลปู่ตาแล้วจะนำเครื่องเซ่นไหว้ ซึ่งแบ่งไว้เซ่นไหว้ศาลพระภูมิประจำบ้านเพื่อบอกกล่าวและเป็นการเปิดทางให้ผีบรรพบุรุษสามารถเข้ามาในบ้านได้
  3. พิธีกรรมแซนโฎนตาที่บ้าน แสดงออกถึงการนับถือผียายตา คือ เดือน 10 แรม 14 ค่ำ มีการเซ่นผียายตาที่เรียก “แซนโฎนตา”

                   พิธีกรรมแซนโฎนตา เมื่อทำการเซ่นไหว้ศาลพระภูมิประจำบ้านเสร็จญาติๆ มารวมกันที่บ้านของพ่อแม่ หรือ ปู่ย่า ตายาย (ญาติระดับอาวุโสสูงสุดของครอบครัว) ซึ่งได้เตรียมสถานที่เซ่นไหว้ไว้ ถ้าครอบครัวใดที่พ่อแม่ได้เสียชีวิตไปแล้วก็จะไปรวมกันที่บ้าน     ของญาติอาวุโสก่อน หลังจากนั้นจึงเชิญญาติอาวุโส   ไปที่บ้านของตน เพื่อให้เป็นผู้นำในการประกอบพิธี

                   โดยการนำกรวย 5 ช่อ วางบนพาน พร้อมเงินเหรียญ หรือเงินจำนวนหนึ่งใส่ลงบนพาน ซึ่งเชื่อว่าเป็นเงินค่าเดินทางแก่ผีบรรพบุรุษ เมื่อเสร็จพิธีเงินที่วางไว้จะเป็นเงินมงคล หรือเงินที่ผีบรรพบุรุษอวยพรให้มีความเจริญรุ่งเรืองร่ำรวยมีเงินมีทอง

                   เมื่อคนในครอบครัว ญาติพี่น้องมาพร้อมกันแล้ว ในขั้นตอนนี้ผู้อาวุโสที่เป็นผู้นำในพิธี เจ้าของบ้านก็จะมีการยกพานกรวย (แสดงการเคารพ) จากนั้นผู้อาวุโสจึงนำกล่าวทำพิธีโดยการยกพานกรวย พร้อมญาติๆ และเจ้าของบ้านยกเครื่องดื่ม น้ำเปล่า น้ำหวาน น้ำอัดลม เหล้า เบียร์ ต่างๆ ขึ้น

                   จากนั้นผู้อาวุโสกรวดน้ำลงพื้นดิน (ต้องถึงดินจริงๆ) เพื่อบอกพระแม่ธรณีให้ได้รับรู้และเป็นการสื่อสารถึงผีบรรพบุรุษ เพราะเชื่อว่าการกรวดน้ำที่ใสบริสุทธิ์ลงพื้นดินจะสามารถสื่อสารไปถึงผีบรรพบุรุษได้ จึงจุดธูป จุดเทียนปักที่ของเซ่นต่างๆ แล้วกล่าวเป็นภาษาเขมร แปลได้ความว่า “มาเน้อ พ่อแม่ ยายตา ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ถึงวันโฎนตาแล้ว ปีหนึ่งมีครั้งเดียวก็ให้ได้มารับประทานกันทุกท่าน ลูกหลานได้ตระเตรียมต้อนรับไว้แล้ว มีขนม กล้วย ข้าวต้มทุกอย่างจะได้ไม่ต้องยืนมองดูคนอื่นเขากิน ลูกหลานเตรียมไว้ต้อนรับแล้ว มารับประทานทุกๆ ท่านอัญเชิญมาทั้งหมด” พร้อมกันนี้คนในบ้านหรือญาติอาวุโสลำดับต่อมาก็นำเครื่องดื่มต่างๆ รินลงแก้ว หรือภาชนะอื่นรองรับเครื่องดื่ม (ทำเหมือนการกรวดน้ำ) เป็นครั้งที่ 1 เหมือนดังว่าผีบรรพบุรุษกำลังรับประทานเครื่องเซ่นอยู่ สักพักก็จะรินเครื่องดื่มอีกเป็นครั้งที่ 2 เหมือนดังว่าผีบรรพบุรุษทานอาหารฝืดคอต้องดื่มน้ำ ดื่มเหล้า ในระหว่างนี้ผู้อาวุโส ก็กล่าวภาษาเขมรแปลได้ดังนี้ “พ่อแม่ ยายตาเอ้ย อาหาร ขนม ข้าวต้มก็มี เบียร์ก็มี เหล้าก็มี มารับประทานทุกท่าน รับประทานแล้วอาหารฝืดคอก็ดื่มน้ำ ดื่มเหล้าที่ลูกหลานได้ตระเตรียมมานี้ ก็ขอให้ลูกหลานทำมาหากินเจริญรุ่งเรือง ลูกหลานคนไหนที่รับราชการก็ขอให้มีตำแหน่งใหญ่โต ได้ตำแหน่งสูงขึ้นไปข้างหน้าเป็นที่พึ่งของพ่อแม่ต่อไป ลูกหลานคนไหนกำลังเรียนอยู่ก็ขอให้สอบได้ที่ 1” (การกล่าวซึ่งอาจกล่าวนอกเหนือจากนี้) คำกล่าวส่วนใหญ่เป็นคำขอพรจากลูกหลาน ลูกหลานก็จะพูดคุยกันถึงเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ของคนในครอบครัว เหมือนดังว่าเป็นการบ่นถึงความทุกข์ บอกถึงความสำเร็จความเจริญก้าวหน้าของลูกหลาน เพื่อให้บรรพบุรุษได้รับรู้ และช่วยเหลือหรือชื่นชมยินดีต่อไป สักพักประมาณ 5–10 นาที จะเป็นการรินน้ำเป็นครั้งที่ 3 เป็นการรินเพื่อให้ผีบรรพบุรุษได้ดื่ม เมื่อรับประทานเครื่องเซ่นเสร็จแล้ว จะเป็นการล้างมือ มีการกล่าวเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “พ่อแม่ ตายาย ก็ได้รับประทานอิ่มแล้ว ได้ดื่มน้ำได้ล้างมือล้างเท้าแล้ว ก็อวยพรให้ลูกหลานอย่าได้ยากจน ขอให้ทำมาหากินประกอบอาชีพเจริญรุ่งเรือง แล้วลูกหลานก็มีค่ารถฝากไป มีผ้าถุง มีโสร่ง เพื่อให้พ่อแม่ ตายาย ได้ใส่ไปวัด    ไปวา ใส่กลับบ้านกลับช่อง” เชื่อว่าผีบรรพบุรุษล่วงลับไปนานแล้วเสื้อผ้าอาภรณ์ต่างๆ ก็เก่าแล้ว จึงได้จัดหาให้ใหม่ เพื่อจะได้ใส่ไปรับบุญกุศลที่ลูกหลานได้ไปทำบุญในรุ่งเช้าของวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ที่วัดในหมู่บ้าน หลังจากที่รินน้ำเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ผู้อาวุโสจะแบ่งอาหารเครื่องเซ่นอย่างละเล็กอย่างละน้อยใส่ห่อใบตอง พร้อมกรวย 5 ช่อและเงินเหรียญจำนวนหนึ่ง โปรยไปที่พื้นเหมือนการโปรยทานเพื่อให้ผีที่ไม่มีญาติที่คอยอยู่นอกบ้านได้รับประทานด้วย ในระหว่างนี้เด็กๆ ลูกหลานจะคอยรับและแย่งเงินเหรียญกันสนุกสนาน หลังจากนั้นจึงนำอาหารเครื่องเซ่นต่างๆ มารับประทานร่วมกัน สร้างสัมพันธ์ในหมู่ลูกหลานญาติมิตร เพราะหนึ่งปีมีครั้งเดียว ลูกหลานที่ไปอยู่หมู่บ้านอื่นหรือต่างจังหวัดจะได้รู้จักคุ้นเคยกัน

  1. พิธีกรรมบายเบ็น เมื่อเสร็จพิธีกรรมแซนโฎนตาที่บ้านแล้ว จะมีการทำบายเบ็น ประกอบด้วย ข้าวเหนียวนึ่งคลุกกับงาปั้นเป็นก้อนๆ ขนม ข้าวต้มแกะห่อออก ผลไม้ต่างๆ เช่น มะยม มะขามป้อม สมอ อ้อยควั่นเป็นแว่น มีเผือกต้มแล้วใส่ภาชนะไปรวมกันที่วัดในเวลาเช้ามืดของวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ให้พระทำพิธีให้ แล้วจึงนำบายเบ็นไปที่นาเพื่อบูชาเซ่นไหว้แม่โพสพ จากนั้นก็นำไปหว่านให้ทั่วนาข้าว โดยเวลานั้นข้าวจะตั้งท้อง ก็เป็นการรับขวัญข้าวพอดี

                   ในเช้าของวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 หลังจากที่นำบายเบ็น ไปหว่านที่นาแล้ว ก็จะนำอาหารคาว หวานลักษณะเดียวกันกับที่ประกอบพิธีแซนโฎนตาที่บ้าน โดยทำขึ้นใหม่นำไปที่วัด เพื่อให้พระสงฆ์ทำพิธี   สวดมนต์ อุทิศส่วนกุศลอีกครั้งหนึ่ง แต่การอุทิศส่วนกุศลที่วัดจะไม่จำเพาะเจาะจงว่าจะเป็นญาติ หรือบรรพบุรุษของตนเองเท่านั้น แต่จะรวมถึงผีไร้ญาติ สัมพเวสี ผีเปรต ผีเร่ร่อน เจ้ากรรม-นายเวร ต่างๆ ได้รับส่วนบุญด้วย

 ประวัติความเป็นมาของกันตรึม

                     กันตรึมเป็นการละเล่นพื้นเมืองของชาวไทยเชื้อสายเขมรในเขตอีสานใต้ ซึ่งเป็นชุมชนที่ใช้ภาษาเขมร เป็นภาษาถิ่น เช่น จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และ  ศรีสะเกษ ตามประวัติ แต่โบราณใช้สำหรับขับร้องประกอบการร่ายรำบวงสรวง รำคู่  และ รำหมู่

                     ต่อมามีวิวัฒนาการของการเล่นคล้ายการเล่นเพลงปฏิพากย์ในภาคกลาง มีกลองโทนเรียกว่า “กลองกันตรึม” เป็นหลัก เมื่อตีเสียงจะออกเป็นเสียง ตรึม โจ๊ะ ตรึม ตรึม การเล่นจะเริ่มด้วยบทไหว้ครู เพื่อระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระวิศวกรรม ครูบาอาจารย์ และเริ่มทักทายกัน เล่นได้ทุกโอกาสไม่กำหนดว่าเป็นงานมงคลหรืออวมงคล กล่าวกันว่าท่วงทำนองของเพลงกันตรึมมีกว่า 100 ทำนอง บทเพลงจะเกี่ยวกับเรื่องเบ็ดเตล็ด ตั้งแต่เกี้ยวพาราสี โอ้โลมชมธรรมชาติ แข่งขันปฏิภาสู่ขวัญ เล่าเรื่อง ฯลฯ การแต่งกายแต่งตามประเพณีของท้องถิ่น ผู้หญิงนุ่งซิ่นเสื้อแขนกระบอกมีผ้าสไบเฉียงห่มทับ ผู้ชายนุ่งโจงกระเบนเสื้อคอกลม แขนสั้นผ้าไหมคาดเอวและพาดไหล่

                     กันตรึมหรือโจ๊ะกันตรึม เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวอีสานใต้ การเล่นแบบนี้ได้รับการถ่ายทอดมาแต่โบราณ และเครื่องดนตรีที่นำมาบรรเลงก็ต้องให้เหมาะสมกับงาน หากเป็นงานศพก็มักจะใช้ปี่อ้อ(แป็ยออ) มาบรรเลง แต่ถ้าเป็นงานแต่งงานมักใช้ปี่เตรียงหรือ ปี่เญ็น แทน ปี่อ้อ เป็นต้น

จุดมุ่งหมายของการเล่นกันตรึม

     – เล่นตามความเชื่อของคนในท้องถิ่น เช่น ความเชื่อทางไสยศาสตร์ ได้แก่ โจลมะม็วด บองบ็อด

     – เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเกี่ยวกับงานมงคลต่างๆ เช่น ทำบุญบ้าน, บวชนาค, โกนจุก, บุญฉลองอัฐิ       และบุญกฐิน

     – เล่นเพื่อเฉลิมฉลองในงานประจำปี เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทง และเทศกาลรื่นเริง 

     – เล่นเพื่อรักษาศิลปวัฒนธรรม ประเพณีการละเล่นพื้นบ้านมิให้สูญหาย

     – เล่นเพื่อเป็นการส่งเสริมการแสดงด้านดนตรี เพราะถือว่ากันตรึมเป็นดนตรีที่มีความสำคัญมาแต่โบราณและเป็นดนตรีที่ถือว่ามีความไพเราะเข้าถึงจิตใจของผู้ฟังมากกว่าดนตรีประเภทอื่นๆ

                     ในสมัยโบราณโดยเฉพาะงานแต่งงานถือว่าจะขาดกันตรึมไม่ได้ เจ้าสาวบางคนถึงกับวางเงื่อนไขว่าหากไม่เอากันตรึมมากล่อมหอ จะไม่ยอมร่วมหอลงโรงด้วย และถึงกับมีการเลิกร้างการแต่งงานกลางคันก็มี เพราะถือว่าไม่สมบูรณ์แบบทำให้เจ้าสาวเสียขวัญและกำลังใจ กันตรึมก็มีรูปแบบการเล่นเช่นเดียวกับการเล่นดนตรีของไทยภาคกลาง คือเมื่อก่อนจะเล่นต้องมีการไหว้ครู เพื่อให้เป็นศิริมงคลแก่ผู้เล่น หลังจากไหว้ครูเสร็จแล้วจึงเริ่มเล่นโดยนักแสดงจะเริ่มต้นด้วยบทไหว้ครูก่อน หลังจากนั้นจึงร้องบทต่างๆ ไปเนื้อหาที่ร้องส่วนใหญ่เป็นการเกี้ยวพาราสีกัน และร้องโต้ตอบกันระหว่างฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เช่นเดียวกับการเล่นพื้นเมืองของภาคกลาง เช่น รำตัด หรือเพลงสักวา สำหรับภาษาที่ใช้ร้องส่วนมากจะใช้ภาษาไทยเขมร กลอนที่ร้องส่วนมากจะใช้การท่องจำกลอนร้องที่ตกทอดกันมา  เครื่องดนตรีประกอบด้วย  กลองกันตรึม (โทน), ปี่อ้อ หรือ เตรียบ, ซอตัวเอก (ซออู้กลาง) 1คัน, กรับ, ฉิ่ง

          เจรียง  เจรียง หรือ จำเรียง เป็นภาษาเขมร แปลว่า ร้อง เป็นการขับร้องเป็นกลอนสด ผู้ร้องใช้ปฏิภาณ  ไหวพริบของตนในการบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดยใช้แคนเป็นเครื่องดนตรีเป่าประกอบการเจรียง เรียกว่า เจรียงเบริน ถ้าใช้ซอบรรเลงประกอบ เรียกว่า เจรียงตรัว ถ้าใช้แป็ยหรือกระจับปี่บรรเลง เรียกว่า เจรียงแป็ย

          เจรียงเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวอีสานใต้ มีลักษณะเหมือนกับหมอลำหรือเพลงโคราชนั่นเองดนตรีที่ใช้ประกอบในการเจรียง คือ แคน การเจรียง ประกอบด้วย ฝ่ายชาย 1 คน และฝ่ายหญิง 1 คน และคนเป่าแคนอีก 1 คน เจรียงโต้ตอบกันไปมา การเจรียงจะเริ่มต้นด้วยบทไหว้ครู ปฏิสันธารกับผู้ฟัง และเจรียงเป็นการบอกกล่าวถึงความสำคัญของงานนั้นๆ ว่ามีการบำเพ็ญกุศลอะไร มีอานิสงส์อย่างไร บางครั้งก็มีการยกนิทานประกอบก็ได้ บางครั้งการเจรียงอาจเป็นเชิงกระทู้ถาม คือ ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ถาม อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ตอบ ทำนองการปุจฉา – วิสัชนา หลังจากนั้นจึงเจรียงโดยทั่วไป ลักษณะการเจรียงในตอนหลังจะเพิ่มรส   สนุกสนานด้วยการใช้คำเป็นที่พออกพอใจแก่ผู้ฟัง เรียกเสียงเฮฮา จึงมักเป็นการหยอกล้อกระทบกระเทียบกระเดียดไปทางตลกคะนองตามแบบฉบับของการละเล่นพื้นเมืองโดยทั่วไป การเจรียงแบบนี้บางทีเรียกว่า   “เจรียงเบริน” มีการเจรียงอีกประเภทหนึ่งที่เคยได้รับความนิยมมาก คือ การเจรียงนิทาน ผู้เจรียงจะนำนิทานเก่าๆ มาเจรียง เช่น กดามซอ (ปูขาว) ซังเซลจ็อย (สังข์ศิลป์ชัย) ฯลฯ มาเจรียง การเจรียงแบบนี้ได้รับความนิยมเท่ากับกันตรึม ลักษณะการเล่นคล้ายๆ หมอลำ คือ มีแคนประกอบ ภาษาที่ใช้ภาษาเขมร ปัจจุบันคนที่เล่นเจรียงได้มักเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งนับวันก็จะหมดไป

มโหรีเขมร

               “มโหรีเขมร” เป็นวงดนตรีพื้นบ้าน แถบอีสานใต้ คำว่า “มโหรีเขมร” เป็นชื่อ เรียกที่เรียกกันมานาน “มโหรีเขมร” ที่มีชื่อเสียงวงหนึ่ง คือ วงป้าพลอย อยู่ที่หมู่บ้านสะเดา ตำบลสะเดา จังหวัดบุรีรัมย์ หมู่บ้านสะเดา เป็นหมู่บ้านที่มีผู้คนอพยพเข้ามา  ตั้งถิ่นฐานจากหลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะมาจากอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2470 จากนั้นก็ได้รับการประกาศให้เป็นหมู่บ้าน ในปี 2481

               ผู้ริเริ่มก่อตั้งวงมโหรีเขมรวงป้าพลอย คือ นายเมา สมุธิราช ซึ่งเคยเป็นนักดนตรีในคณะละครของพระยาสุรินทร์ภักดี เจ้าเมืองสุรินทร์ ต่อมานายเมา ได้อพยพครอบครัวไปอยู่ที่บ้านโคกตาเมียล อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ นายเมา ฝึกสอนดนตรีให้ลูกๆ ทุกคน และตั้งชื่อวงดนตรีนี้ว่า “วงมโหรีเซร็ย” หมายถึง  วงมโหรีผู้หญิง ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “วงมโหรีตาเมา” หลังจากนายเมาเสียชีวิตแล้ว ลูกๆ ของนายเมาก็ได้ดำเนินการสืบทอดวงดนตรีต่อ โดยนายยนต์ ลูกชายคนโต เป็นหัวหน้าวงแทน ต่อมานายยนต์ย้ายครอบครัว ไปอยู่ที่อื่น ลูกสาวนายเมา 2 คน คือ นางพลอย และนางคำเรียบ เป็นผู้ดูแลสืบต่อมา ภายหลังชาวบ้านจึงนิยมเรียกว่า “วงมโหรีป้าพลอย ป้าคำเรียบ” จนถึงปัจจุบัน สมาชิกวงมโหรีเขมรวงป้าพลอย ประกอบด้วย

  • นางคำเรียบ สุทินรัมย์ นางพลอย ราชประโคน
  • นายไพรวง สุทินรัมย์ (หลาน ของ นางคำเรียบ) นายวริน สุทินรัมย์ (ลูกของ นายไพรวง)
  • นายเจษฏา ชาวเมืองดี นายพนมวัน พิกุล
  • นายเฉลิมชัย กระจายแก้ว เด็กชายธวัชชัย ชุนกล้า นายสุริยา แสวงทวี นายยวน  แบะสกุล

               เครื่องดนตรีและการประสมวงประกอบด้วย เครื่องดนตรี 5 ชิ้น ได้แก่ จะเข้ กระจับปี่ ซอ กลอง และ ปี่สไลหรือปี่อ้อ ตามปกติวงมโหรีเขมรมักจะไม่ค่อยนำปี่สไลมาร่วมวง เนื่องจากปี่สไลมีระดับเสียงสูง จึงมักใช้ปี่อ้อสลับกันไปตามประเภทของงานการแสดงหรือเล่นละคร

               ปัจจุบัน “มโหรีเขมร” วงป้าพลอย ยังคงมีการสืบทอดจากรุ่นลูกและรุ่นหลานของนายเมา สมุธิราช ที่มีความสามารถและมีใจรักในด้านดนตรีมโหรีเขมรอีกหลายคน และ “มโหรีเขมร” ก็ยังคงเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ในสังคมวัฒนธรรมของประชาชนในแถบอีสาน

ปลาจ่อมกุ้ง    

              ปลาจ่อม และ กุ้งจ่อม เป็นอาหารพื้นเมืองที่มีมาตั้งแต่โบราณ ในปัจจุบันเป็นที่นิยมและรู้จักกันอย่างแพร่หลาย สร้างชื่อเสียงให้แก่ชาวอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ได้เป็นอย่างดี หากท่านเดินทางไปเที่ยวปราสาทหินเมืองต่ำ ปราสาทหินพนมรุ้ง ผ่านเส้นทางหลวง หมายเลข 219 (สายบุรีรัมย์ – ประโคนชัย) เมื่อเข้าสู่เขตอำเภอประโคนชัย ตลอดเส้นทางผ่านจะมีสินค้าที่ระลึกเป็นอาหารพื้นเมือง ปลาจ่อม และ กุ้งจ่อม เรียงรายตามหน้าบ้านตลอดเส้นทางเลยทีเดียว

              ในสมัยก่อน รุ่นปู่ย่า ตายาย เมื่อ 80 กว่าปีที่ผ่านมา ชาวบ้านประโคนชัย นิยมนำปลาอิดเป็นปลา    ตัวเล็กๆ มีเป็นจำนวนมากในต้นฤดูน้ำหลาก โดยนำเอาปลาอิด มาล้างน้ำหลายๆ รอบจนสะอาด ยกขึ้นให้สะเด็ดน้ำ แล้วตวงปลาอิด 3 ถ้วย ต่อเกลือป่น 1 ถ้วย เคล้าให้เข้ากันแล้วหมักไว้ประมาณ 7-10 วัน จึงนำเอาข้าวคั่วบดหยาบ 1 ถ้วย และ น้ำสะอาดอีก 1 ถ้วย หมักอีกประมาณ 2 สัปดาห์ จึงจะสามารถนำออกมารับประทานได้   ปัจจุบัน ปลาอิด หาได้ยากมาก จึงอาจใช้ปลาซิวนำมาบีบเอาขี้ปลาออกให้หมดก่อน แล้วจึงเอามาทำเป็นปลาจ่อมจะมีรสชาติอร่อยน้อยกว่าปลาอิดเล็กน้อย และที่นิยมกันมากในปัจจุบัน คือ นำเอากุ้งฝอยสดๆ ซึ่งสามารถเพาะเลี้ยงได้ ทำให้มีกุ้งฝอยเพื่อนำมาทำกุ้งจ่อมได้ตลอดปี โดยมีส่วนผสมที่ทำให้กุ้งจ่อม หรือ ปลาจ่อม มีรสชาติหอม อร่อยน่ารับประทาน โดยมีเครื่องปรุง และวิธีทำ ดังนี้

เครื่องปรุง  

  1. กุ้งฝอย (กุ้งสด) 1 กิโลกรัม 
  2. น้ำปลาทิพย์รส อย่างดี 1 ขวด 
  3. ข้าวคั่วบดละเอียด 1/2 กิโลกรัม

วิธีทำ   

  1. ล้างกุ้งฝอยสดๆ ให้สะอาด เด็ดหนวดออกให้หมด ตั้งกรองไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  2. เตรียมภาชนะที่เก็บกุ้งจ่อม ล้างให้สะอาด ใส่กุ้งฝอยลงไป เติมน้ำปลาทิพย์รสในอัตราส่วน  กุ้งฝอย 1 กิโลกรัม ต่อ น้ำปลาทิพย์รส 1 ขวด เคล้าให้เข้ากัน แล้วนำผ้าขาวสะอาดมาปิดภาชนะไว้ให้มิดชิด หมักไว้ 7-10 วัน
  3. นำข้าวคั่วอย่างดีที่บดละเอียดแล้ว ประมาณ 2 ถ้วยตวง คลุกเคล้าผสมกัน หมักต่อไปอีกประมาณ 2 สัปดาห์ จะได้กุ้งจ่อม หรือปลาจ่อม ที่มีรสหอม อร่อย สีธรรมชาติ โดยไม่ต้องใส่ยากันบูด สามารถนำมารับประทานได้เลย ถ้าหากชอบรสเปรี้ยว ต้องใช้มะนาวบีบลงไปผสมเล็กน้อย รับประทานกับผักสด เช่น ถั่ว แตงกวา มะเขือ ฯลฯ ตามใจชอบ และหากต้องการรับประทานแบบปรุงให้สุก สามารถปรุงให้กุ้งจ่อม หรือปลาจ่อมมีรสชาติอร่อยมาก โดยวิธีการปรุงดังต่อไปนี้
  4. ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย เคาะไข่เป็ด หรือไข่ไก่ลงไป 1 ฟอง ตามด้วย กุ้งจ่อม หรือ ปลาจ่อม 3 ช้อนโต๊ะ ใช้ทัพพีเกลี่ยเบาๆ คลุกเคล้าให้ไข่กับกุ้งจ่อมผสมกัน ประมาณ 3 – 5 นาที ดูว่าสุก ทั่วแล้ว ตักขึ้นมาใส่ถ้วย รับประทานได้ หากชอบรสเผ็ดต้องเติมพริกป่นลงไปตามใจชอบ รับประทานกับข้าวร้อนๆ และผักสดทุกชนิดได้

Gallery

  • null

    กลุ่มชาติพันธุ์ไทยเขมร

  • null

    กลุ่มชาติพันธุ์ไทยเขมร

  • null

    กลุ่มชาติพันธุ์ไทยเขมร

  • null

    กลุ่มชาติพันธุ์ไทยเขมร