นิทรรศการวิถีชีวิตชาติพันธุ์ไทยโคราช

นิทรรศการวิถีชีวิตชาติพันธุ์ไทยโคราช

             คำว่า “โคราช” คือคำที่ใช้เรียกผู้คนที่มี   ถิ่นฐานอาศัยอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา โดยเรียกว่า “คนโคราช” หรือใช้แทนชื่อจังหวัดนครราชสีมา เรียกว่า “เมืองโคราช” ซึ่งตัวเมืองตั้งอยู่บนที่ราบสูงโคราช โดยมีลำตะคองเป็นลำน้ำหล่อเลี้ยงบริเวณด้านเหนือของเมือง ซึ่งลำตะคองเป็นลำน้ำสายหนึ่งของแม่น้ำมูลที่ไหลผ่านเขตอีสานตอนใต้เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย และมีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ ซึ่งมีอาณาเขตติดกับจังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว เป็นเมืองศูนย์กลางการคมนาคมทางบกของภาคอีสาน โดยมีทางหลวงสายหลักคือ ถนนมิตรภาพ ผ่านเป็นชุมทางรถไฟของเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ

DSC_0008

             ในอดีต เมืองนครราชสีมาเป็นเมืองโบราณในราชอาณาจักรไทย มีฐานะเป็นเมืองเอก เทียบเท่ากับเมืองนครศรีธรรมราชในภาคใต้ และเมืองพิษณุโลกทางภาคเหนือ จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่ามีร่องรอยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคหินใหม่ ต่อเนื่องมาจนถึงยุคโลหะกระจายตัวอยู่ทั่วไป ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ชาติไทยก็มีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยทวาราวดี ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเสมา ตั้งอยู่บริเวณอำเภอสูงเนินในปัจจุบัน เป็นเมืองใหญ่เชื่อกันว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอาณาจักรศรีจานาศะ ต่อมาเมื่ออาณาจักรขอม มีอำนาจได้สร้างเมืองโคราช หรือ นครราชสีมา อยู่บริเวณเดียวกับ เมืองพิมาย ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของขอมในบริเวณนี้

             นักวิชาการบางท่านให้ความเห็นว่านครราชสีมาเป็นคำใหม่แยกเป็นคำได้คือ นคร+ราช+สีมา แปลได้ตรงตัวว่า “เมืองใหญ่” (นคร) อันเป็นขอบขัณฑสีมาของ “ราชอาณาจักร” (ราช+สีมา) ส่วนคำว่า โคราช น่าจะเพี้ยนมาจาก “นครราช” หรือ อังกอร์เรียจ ต่อมาลดรูปเป็น กอร์เรียจ และเพี้ยนเป็น โคราช ซึ่งเป็นคำเรียกนครราชสีมาแบบย่อๆ ของชาวบ้าน  เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณที่เป็นชายขอบระหว่างรัฐที่มีอำนาจหรือในความหมายคือ รัฐกันชน นครราชสีมาจึงมีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับความขัดแย้งระหว่างรัฐอยู่เสมอ เช่น ระหว่างสยามกับกัมพูชา หรือ ระหว่างสยามกับล้านช้าง หรือในบางครั้งได้มีความพยายามที่จะตั้งตัวเป็นรัฐอิสระไม่ขึ้นกับผู้ใดเฉกเช่นเดียวกับบรรดาเมืองใหญ่อื่นๆ

             สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเห็นว่าเป็นหัวเมืองใหญ่และมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นเมืองหน้าด่านของอยุธยาติดกับพรมแดนลาว (เข้าใจว่าเลยลำสะแทด ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำมูล) เหนือเมืองพิมายเป็นเขตแดนลาวเพราะมีบันทึกไว้ในนิราศหนองคายสอดคล้องกับวัฒนธรรม ภาษาที่เปลี่ยนไปด้วย จึงโปรดให้ย้ายเมืองเสมามาสร้างเมืองใหม่ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน

             ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดตั้งมณฑลนครราชสีมาเพื่อควบคุมหัวเมืองในบริเวณใกล้เคียงเป็นมณฑลแรกของประเทศ มีการจัดตั้งกองทหารประจำมณฑลตามหลักสากล ต่อมาได้สร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯผ่านอยุธยา สระบุรี ดงพญาไฟ ไปสู่นครราชสีมา ทำการเปิดการเดินรถไฟหลวงสายกรุงเทพ – นครราชสีมาได้สำเร็จ การคมนาคมติดต่อสะดวกขึ้นเป็นอย่างมาก ในช่วงเดียวกันฝรั่งเศสได้เข้ามามีอำนาจเหนืออินโดจีน ทำให้สยามจำต้องเร่งการปรับปรุงพัฒนาราชอาณาจักร โดยเฉพาะในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


กลุ่มชาติพันธุ์ไทยโคราช

การแต่งกายของชาวไทยโคราช

          จากการผสมผสานทางวัฒนธรรมของชาวไทยโคราช จากกลุ่มคนภาคกลางในสมัยกรุงกรุงศรีอยุธยาและกลุ่มคนชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ในสมัยกรุงธนบุรี ดังนั้นจึงทำให้เกิดการผสมกลมกลืนกันระหว่างคนท้องถิ่นกับผู้คนที่มาจากภายนอก ประกอบทั้งคนโคราชเป็นคนรักสนุก ใจบุญ ขยันอดทน ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย จึงมีนิสัยการแต่งตัวสบายๆ แบบธรรมดา นิยมผ้าพื้นทอมือสีเข้มมากกว่าที่จะมีลวดลายสีสันฉูดฉาด

          ผู้หญิงจะสวมเสื้อลายคล้องไหล่ หรือเป็นเสื้อ คอกระเช้า ดอกกระโจมหรืออีแปะ ใช้ผ้าขาวม้าคาดพุงเรียก “เคียนพุง” ใช้ผ้าขาวม้าพาดไหล่แทนสไบ บางคนนิยมที่จะสะพายย่าม นุ่งผ้าโจงกระเบน เป็นผ้าทอมือ   สีเข้ม หรือผ้าไหมหางกระรอก คาดเข็มขัดเงิน ทอง หรือนาค นิยมใส่ตุ้มหูมากกว่าสร้อยหรือแหวน หญิงสูงอายุจะนุ่งโจงกระเบน ส่วนวัยกลางคนนุ่งผ้าถุง เสื้อคอกระเช้า

          ผู้ชาย นิยมนุ่งกางเกงขาก๊วย ทั้งขาสั้นและขายาว หากอยู่บ้านอาจนุ่งผ้าถุง ไม่สวมเสื้อ หากต้องไป ในงานพิธี ผู้สูงอายุจะนุ่งผ้าไหมโจงกระเบน สวมเสื้อสีขาว คอกลม หรือผ่าหน้าติดกระดุม หากออกนอกบ้านจะแต่งตัวเรียบร้อย สวมเสื้อมีคอปกฮาวาย หรือคอปกเชิ้ต มีผ้าขาวม้าพาดบ่าเหมือนสไบ หรืออาจสะพายย่ามใช้เก็บสิ่งของ

ลาว (ไทยลาว หรือ ไทยอีสาน)

                เป็นกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนประชากรมากรองจากกลุ่มไทยโคราชแต่อพยพเข้ามาภายหลัง อาศัยอยู่มากในบางอำเภอของจังหวัดนครราชสีมา เช่น อำเภอบัวใหญ่ ปักธงชัย สูงเนิน บางส่วนของอำเภอประทาย ห้วยแถลง ชุมพวงและสีคิ้ว พูดภาษาลาวและมีขนบธรรมเนียมประเพณีเหมือนชาวอีสานทั่วไป กลุ่มไทยอีสานอพยพเข้ามาอยู่ในจังหวัดนครราชสีมาหลายรุ่น ส่วนใหญ่อพยพเข้ามาอยู่สมัยสงครามปราบปรามเมืองเวียงจันทน์และโดยสมัครใจเพิ่มขึ้นในระยะหลัง

มอญ 

                จากการสำรวจสำมะโนประชากรของจังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี พ.ศ.2446 ในสมัยรัชกาลที่ 5 พบว่า มีชาวมอญอยู่จำนวน 2,249 คน จากจำนวนประชากรของนครราชสีมา 402,668 คน ชาวมอญอพยพเข้ามาอยู่บริเวณเมืองนครราชสีมา ปี พ.ศ.2318 ในสมัยกรุงธนบุรี ปัจจุบันชาวมอญในนครราชสีมายังรักษาวัฒนธรรมประเพณีมอญไว้ เช่น ภาษา การไหว้ผี การเล่นสะบ้าในเขตบ้านท่าโพธิ์ บ้านพระเพลิง ตำบลนกออก อำเภอปักธงชัย ประกอบอาชีพทำนา ทำสวน ทำเครื่องปั้นดินเผา จะพูดภาษามอญ ชาวไทยมอญที่อายุเกิน 60 ปี ขึ้นไป ส่วนคนรุ่นหลังจะพูดภาษาไทยโคราช ชาวไทยโคราชได้รับอิทธิพลการเล่นสะบ้า การนุ่งผ้าโจงกระเบนและการปั้นหม้อดินเผา จนกล่าวได้ว่า “ลาวทอผ้าไทยตีหม้อ”

ภาษาไทยโคราชใน จ.บุรีรัมย์

                  ภาษาไทยโคราชมีความใกล้เคียงกันกับภาษาไทยลาวและไทยภาคกลาง หรือ อาจเรียกว่าใช้คำพูดคำเดียวกันแต่ออกเสียงต่างกัน ภาษาลาวเสียงไทยเป็นโคราชออกเสียงลาว เป็นภาษาไทยลาวโคราช อาจจะเป็นเพราะการเคลื่อนย้ายของประชากรเข้ามา (สมัยอยุธยา) คนลาวเริ่มปรับเสียงให้มีส่วนเป็นไทย แต่คำพูดหรือรากศัพท์ยังเป็นลาวจึงเรียกว่า ไทยเบิ้ง คือ เป็นไทยบ้างหรือเป็นบางส่วน ภาษาไทยโคราช (สำเนียงโคราช) ใช้มากใน อ.นางรอง บางส่วนของ อ.เมืองบุรีรัมย์ อ.ละหานทราย อ.ปะคำ อ.ชำนิ     อ.หนองกี่ และ อ.ลำปลายมาศ

เรือนไทยโคราช

             เรือนพักอาศัยพื้นบ้านแบบชาวไทยโคราช มีลักษณะแตกต่างกับเรือนอีสานในจังหวัดอื่นๆ อาจเป็นไปได้ว่าเมืองโคราชได้รับการสถาปนาเป็น เมืองหน้าด่านป้องกันทัพลาวและทัพเขมร มาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีผู้คนอพยพ มาจากภาคกลาง จากกรุงศรีอยุธยา จากฝั่งทะเลตะวันออก รวมทั้งผู้คนเชื้อสายมอญและเขมร ได้ผสมผสานกันทางวัฒนธรรมจนเกิดเป็นภาษาพูด ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นุ่งโจงกระเบนและไม่มีแคนประกอบในการละเล่นเหมือนชาวอีสานแบบไทยลาว ดังนั้นเรือนพักอาศัยจึงได้รับอิทธิพลมาจากเรือนไทยภาคกลาง ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงไปตามความคิดของช่างท้องถิ่นคลี่คลายรูปแบบบางส่วน ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้น

             เรือนไทยโคราชนิยมสร้างตัวเรือนเป็น 3 ห้องนอน มีหน้าต่าง 3 บาน ประตู 1 บาน ใต้ถุนบ้านยกสูง เสาเรือนกลม ช่วงก้าวจากระเบียงขึ้นสู่ประตูสูงจึงต้องใช้ไม้รองกระดานอีก 1 ขึ้น จั่วหลังคาสูงกว่า 50 องศาที่จั่วจะมีการเข้าไม้ทำเป็นจั่วเกล็ดลมและจั่วลูกฟัก ลักษณะฝาเรือนมีทั้งลักษณะฝาตั้งและฝานอน  โดยใช้ไม้เนื้อแข็งหรือใช้ฝาปรือ ช่างพื้นบ้านได้นำต้นปรือ เป็นต้นหญ้าชนิดหนึ่งมีใบยาวแข็งชอบขึ้นอยู่ริมน้ำสอดรัด อัดกันจนแน่นประกบรัดด้วยไม้ไผ่รมไฟแล้วทารักษาเพื่อกันมอดหรือแมลง ชาวบ้านเรียก “แซงดำ” ชาวบ้านในชนบทนิยมใช้ฝาปรือกันมาก เพราะหาได้ง่ายในท้องถิ่นเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดี หากผุพังก็สามารถซ่อมแซมเองได้

ประเพณีท้องถิ่นของชาวไทยเบิ้ง

                  โดยอุปนิสัยชาวไทยโคราชเป็นคนรักสันโดษใจบุญชอบสนุก ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ดังนั้นจึงมีการทำบุญทุกวันพระและวันสำคัญของพุทธศาสนาตลอดปี แต่จะให้ความสำคัญในวันวิสาขบูชามากที่สุด วันเข้าพรรษาจะนำผ้าอาบน้ำฝน เทียนพรรษาไปถวายวัด และจะนิยมบวชลูกหลานครบ 1 พรรษา วันสงกรานต์จะทำบุญสิ้นเดือน 4 โดยจะกวนข้าวเหนียวแดงข้าวโป่งไปถวายพระ จะเล่นสงกรานต์ในวันที่ 13-15 เมษายน มีการทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระสงฆ์ พระพุทธรูป และเล่นสาดน้ำกัน จะมีการละเล่นเพิ่มเติมคือ รำโทนสะบ้า และอื่นๆ วันสารทจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ โดยจะกวนข้าวกระยาสารทเหมือนกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ บุญกลางบ้านจะทำบุญในเดือน 7 จะนิมนต์พระมาสวดกลางบ้านเวลาเย็น เพื่อให้มีฝนอุดมสมบูรณ์ หากฝนแล้งก็จะทำพิธีแห่นางแมว

แห่นางแมว พิธีขอฝนของชาวไทยโคราช     

               พิธีกรรมในการขอฝนของชาวไทยลาวจะกระทำโดยการยิงบั้งไฟในช่วงเดือน 6 ซึ่งเป็นต้นฤดูฝนแต่ในขณะเดียวกันชาวไทยโคราชจะทำพิธีขอฝนด้วยการแห่นางแมวในช่วงฤดูฝน คือประมาณเดือน 7 ถึงเดือน 10 การมีฝนหรือไม่มีฝนเป็นเรื่องของธรรมชาติ บางครั้งเมื่อถึงฤดูฝนแต่ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน  ข้าวกล้าที่ปักดำแล้วเริ่มเหี่ยวเฉา ซึ่งชาวนาไม่สามารถคะเนได้ว่าฝนจะตกมาพอหล่อเลี้ยงต้นข้าวได้ทันหรือไม่ เพื่อความไม่ประมาท จึงทำพิธีขอฝนจากเทวดาโดยใช้วิธีแห่นางแมว

               เมื่อชาวบ้านได้ตกลงกันแล้ว ก็จะกำหนดวันทำพิธี  โดยมอบหมายหน้าที่ให้แต่ละบุคคล เช่น หานางแมวซึ่งจะต้องเป็นแมวสีเทาดำเหมือนเมฆฝน (แมวโคราช) ช่างประดิษฐ์ ที่ตกแต่งคานหาม มีชะลอม กะทอ หรือทำกรงขัง พร้อมคนหาม คนจัดขบวน นางรำ เมื่อถึงกำหนดนัดหมายก็จะมารวมกันทำขบวนแห่โดยมีเครื่องดนตรีที่มีเถิดเทิงกลองยาว โทน ปี่ ฉิ่ง ฉาบ กรับ ฆ้อง นำหน้าขบวน มีสุราเลี้ยงกันเพื่อให้ ขบวนแห่สนุกสนาน ผู้นำหมู่บ้านจะเดินติดข้างคนหาม ร้องเซิ้งร่ายรำอย่างสนุกสนานทั่วทั้งหมู่บ้าน หากถึงเรือนใดเรือนนั้นก็จะใช้น้ำสาดไปที่ตัวแมวและขบวนแห่ รวมทั้งเตรียมน้ำเตรียมสุราให้กับขบวนแห่อีกด้วยโดยมีคำร้องที่พรรณนาถึงความแห้งแล้งความยากลำบากของชาวบ้านขอให้เทวดาเห็นใจ ส่งน้ำฝนลงมาหล่อเลี้ยงต้นข้าวเพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ได้ เพื่อจะได้ทำบุญทำกุศลต่อไป

เพลงโคราช

                   ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มีลักษณะคล้ายลำตัดหรือเพลงฉ่อยของภาคกลาง โดยมีหมอเพลงเป็นหญิงและชาย บางครั้งเป็นคู่และบางครั้งมีหลายคู่ร้องเพลงโต้ตอบกัน ไม่มีดนตรีประกอบ แต่ให้จังหวะในการปรบมือต้องจดจำเนื้อร้องที่ได้ฝึกฝนไว้ หรือบางครั้งต้องใช้ไหวพริบแก้ปัญหา   เฉพาะหน้าต่อกลอนกัน กล่าวกันว่าในสมัยท้าวสุรนารี (คุณหญิงโม หรือ ย่าโม) ขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ชอบเพลงโคราชมาก ชาวบ้านที่รักศรัทธาท่านจะนำพ่อเพลงมาร้องเล่นให้ฟังเสมอ และเมื่อท่านเสียชีวิตลง ได้นำเพลงโคราชมาแก้บน และเมื่อมีรูปอนุสาวรีย์   ท้าวสุรนารี ก็จะนำเพลงโคราชมาร้องเล่นเพลงบริเวณอนุสาวรีย์จนปัจจุบันนี้ ได้มีการว่าจ้างให้ไปเล่นในที่ต่างๆ ในหลายๆ จังหวัด เช่น พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุรินทร์ รวมทั้งบุรีรัมย์ และประเทศกัมพูชา การฝึกเพลงโคราชส่วนใหญ่ผู้มีใจรักที่จะเป็นหมอเพลงจะฝากตัวเป็นศิษย์โดยตรงกับครูเพลง ครูจะทดสอบดูกิริยาท่าทางเสียงและปฏิภาณไหวพริบ หากเห็นว่ามีแววก็จะรับไว้ แต่ต้องยกครูก่อนคือ กรวย 6 กรวย, ดอกไม้ขาว 6 คู่, เทียน 6 เล่ม, ธูป 6 ดอก, ผ้าขาว 1 ผืนยาว 4 คืบ, เงิน 6 บาทหรือ 12 บาท ผู้เป็นศิษย์ก็จะอยู่ที่บ้านครู ช่วยทำงานตอนกลางวัน กลางคืนจะฝึกต่อเพลง สมัยก่อนต้องใช้ความจำต่อเพลงแบบปากต่อปาก หากเป็นคนมีความจำดีก็จะใช้เวลา 1-2 ปี หรือบางคนอาจถึง 10 ปี จึงจะออกแสดงเล่นได้ เมื่อแต่งตัวเสร็จหมอเพลงจะไหว้ครู ไหว้บุพการี การแต่งกายฝ่ายชายจะนุ่งผ้าโจงกระเบน เสื้อจะเป็นเสื้อคอกลมแขนสั้นไม่จำกัดสี มีผ้าขาวม้าคาดเอว หมอเพลงนิยมสวมสร้อยคอทองคำแขวนพระเครื่อง ส่วนการแต่งกายของฝ่ายหญิงจะนุ่งผ้าโจงกระเบน เป็นผ้าไหมหางกระรอก สวมเสื้อรัดรูป ไม่มีปก แขนสั้น บางคนจะใช้พลูจีบทัดหู ท่ารำ การรำแบบท่าช้า ฝ่ายชายจะกางแขนทั้งสองข้างออกพองามย่างตามจังหวะของกลอนรำ ฝ่ายหญิงจะกางงวงแขนแคบและจีบมือ ท่ารำเร็วเหมือนท่ารำช้าแต่เร่งจังหวะให้เร็วขึ้นจะรุกเร้าเข้าหา ฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงก็จะรำแบบปกป้อง แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อห้ามคือฝ่ายชายห้ามถูกตัวฝ่ายหญิง ส่วนกลอนเพลงที่ใช้จะมีเนื้อหาต่างๆ เช่น เพลงเกริ่น เพลงเชิญ ถามข่าว เปรียบเทียบ เสียดสี ไหว้ครู ปรึกษา  เกี้ยวพาราสี ชวนชมธรรมชาติ ลองปัญญา ปลอบโยน ให้พร จากและลา หมอเพลงส่วนใหญ่มีอาชีพการทำนาการเล่นเพลงจึงเป็นอาชีพรอง แต่หมอเพลงที่มีชื่อเสียงเป็นหมอเพลงอาชีพ จะทำไร่นาเป็นอาชีพรอง ปัจจุบันในการจัดงานสมโภชใดๆ มักจะมีมหรสพอื่นๆ เช่น ลิเก มวย เพลงลูกทุ่ง แต่เพลงโคราชไม่เป็นที่สนใจ  ฟังได้เฉพาะผู้คนรุ่นเก่าที่มีอายุมาก แม้จะประยุกต์เล่นแบบลำเพลิน คือนำวงดนตรีสากลเข้ามาประกอบก็ยังไม่เป็นที่ชื่นชมแพร่หลาย คนกลุ่มชาติพันธุ์ไทยโคราช ในจังหวัดบุรีรัมย์ก็ไม่ปรากฏหมอเพลงหรือคณะเพลงโคราช แต่ก็ปรากฏว่าชาวบ้านได้ต่อกลอนเพลงโคราชหยอกล้อเล่นกันบ้างแม้แต่ในจังหวัดนครราชสีมา  ทางราชการพยายามรักษาวัฒนธรรมเพลงโคราช โดยสนับสนุนหมอเพลงร้องเล่นในการแก้บนบริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และงานสมโภชที่สำคัญของจังหวัด

ผัดหมี่โคราช

                  ผัดหมี่โคราช “คั่วหมี่” ในคำขวัญของจังหวัดนครราชสีมาว่า “เมืองหญิงกล้า ผ้าไหมดี หมี่โคราช ปราสาทหิน ดินด่านเกวียน” คำว่า หมี่โคราชนี้น่าสนใจยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากหมี่โคราชนี้เป็นอาหารพื้นเมืองโคราชแท้ที่เมื่อใครหลายๆ คนเดินทางมาโคราชแล้วไม่ได้กินหมี่โคราชก็เหมือนไม่ได้ไปถึงโคราช หมี่โคราช ถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองโคราชที่ปัจจุบันมีผู้ผลิตเส้นหมี่แบบดั้งเดิมทำเป็นอาชีพส่งขายทั่วไป ได้แก่ เส้นหมี่พิมาย อำเภอพิมาย เส้นหมี่กระโทก  อ.โชคชัย เส้นหมี่ตะคุ อ.ปักธงชัย เส้นหมี่กุดจิก อ.สูงเนิน เส้นหมี่ จักราช อ.จักราช หลายราย ได้รสชาติของหมี่โคราชแท้ หมี่โคราชเป็นอาหารพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นอาหารประจำท้องถิ่นที่คนโคราชมักจะนำขึ้นโต๊ะอาหาร บริการแขกบ้านแขกเมือง

                  การทำเส้นหมี่ แต่เดิมเป็นอาหารมื้อกลางวันในชีวิตประจำ ปัจจุบันไม่จำกัดเวลาที่พอนึกหาอาหารเฉพาะหน้าอะไรไม่ออกเพราะทำยากก็มักจะนึกถึง คั่วหมี่

                  การผัดหมี่ เครื่องปรุง (สำหรับ 2 ที่) ประกอบด้วยเส้นหมี่ 5 กำ เนื้อไก่หรือเนื้อหมู 3 ขีด พริกป่นครึ่งช้อนชา เต้าเจี้ยว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 3 ช้อนโต๊ะ กระเทียมบด 10 กลีบ ถั่วงอก 100 กรัม มะขามเปียก หัวหอมแดงซอย 5 หัว ต้นหอมสด 5 ต้น ไข่ 1-2 ฟอง น้ำมันหมู

                  วิธีทำ ตั้งกระทะใส่น้ำมันหมูให้ร้อน เจียวหอมและกระเทียมให้เหลือง ใส่เนื้อไก่หรือเนื้อหมูลงผัดพอสุก แล้วใส่น้ำตาลปี๊บ เคี่ยวจนกระทั่งเป็นสีน้ำตาล ใส่เต้าเจี้ยว น้ำมะขามเปียก พริกป่นตามใจชอบ ใส่น้ำพอสมควร ชิมรสเปรี้ยวหวานตามใจชอบ ทั้งไว้ให้เดือดใส่เส้นโดยไม่ต้องแช่น้ำ ผัดเส้นจนแห้ง หากเส้นหมี่ยังไม่นิ่มให้เติมน้ำทีละน้อย ใส่ไข่ทีละฟอง พลิกกลับไปกลับมา ใส่ถั่วงอกหรือต้นหอม

                  ผัดหมี่โคราชอาจพลิกแพลงเครื่องประกอบตามความนิยม เช่น อาจใส่ปลาป่น ต้นหอมหรือผักคะน้าก็ได้ แต่ที่สำคัญคือ ผัดแล้วจะต้องไม่มีน้ำมันเยิ้ม เท่านี้เราก็จะได้มื้อโปรด หมี่โคราช อาหารพื้นเมืองไว้รับประทานกัน ที่จังหวัดบุรีรัมย์วิธีการทำหมี่ การใช้เครื่องปรุงและวิธีทำคล้ายกับหมี่โคราช เช่น ที่อำเภอลำปลายมาศ  อำเภอนางรอง และในจังหวัดบุรีรัมย์

ขนมจีนบ้านประโดก

เครื่องปรุง / ส่วนผสม

  1. เส้นขนมจีนทำจากข้าวขาวตาแห้ง หรือข้าวเหลืองประทิว
  2. พริกแห้งเมล็ดใหญ่/เมล็ดเล็ก 3. กระเทียม 4. หัวข่า, ตะไคร้, ใบมะกรูด       5. เกลือ
  3. ปลาดุก หรือปลาช่อน 7. หัวหอม 8. กระชาย     9. น้ำตาลทราย      10. กะทิ

ขั้นตอนที่ 1

การเตรียมวัตถุดิบ  นำข้าวสารมาแช่น้ำไว้ประมาณ 30 นาที ข้าวสารที่ใช้จะต้องเป็นข้าวขาวตาแห้งหรือข้าวเหลืองประทิวเท่านั้น และจะต้องเป็นข้าวค้างปี ซึ่งหาซื้อได้ในท้องถิ่น 

ขั้นตอนที่ 2

การหมักแป้ง  นำข้าวที่แช่น้ำมาใส่ภาชนะ (เข่งหรือตะกร้า) เพื่อทำการหมัก แล้วปิดไว้ให้มิดชิด หมักไว้ 2–3 วัน โดยปิดไว้ด้วยกระสอบเพื่อให้ดูดความร้อน ซึ่งจะทำให้ข้าวเปื่อยเร็ว สำหรับการหมัก จะต้องนำข้าวออกมาล้างทุกวัน การหมักข้าวจะขึ้นอยู่กับอากาศหรืออุณหภูมิ ถ้าอากาศร้อนข้าวจะเปื่อยเร็ว แต่ถ้าอากาศหนาว จะทำให้ข้าวไม่เปื่อยหรือเปื่อยช้า ข้าวสารที่ใช้หมัก หากเป็นข้าวเมล็ดหักราคาจะถูก และเปื่อยเร็วกว่าข้าวธรรมดา เนื่องจากน้ำสามารถซึมเข้าไปได้ง่าย ทั้งนี้ ในการหมักจะมีผลต่อการโรยขนมจีนด้วยว่าเส้นจะเหนียวหรือไม่

ขั้นตอนที่ 3

การโม่แป้ง   เมื่อข้าวเปื่อยแล้ว จึงนำมาตำหรือโม่ให้ละเอียด ด้วยเครื่องโม่แป้ง แล้วกรองเอาแต่น้ำแป้ง พักน้ำแป้งที่โม่แล้วมาหมักทิ้งไว้อีก 1 คืน ในขณะที่พักน้ำแป้งไว้นั้น ต้องตักน้ำแป้งที่เหลืองออกทิ้ง แล้วเติมน้ำสะอาดลงไปแทน เพื่อให้กลิ่นเปรี้ยวของน้ำแป้งที่หมักไว้จางลง

ขั้นตอนที่ 4

การทับแป้ง  นำน้ำแป้งที่พักไว้มาใส่ถุงผ้าเพื่อให้เหลือแต่เนื้อแป้ง แล้วทับด้วยของหนักเพื่อให้น้ำในแป้งแห้ง ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน (นำก้อนหินมาทับไว้) 

ขั้นตอนที่ 5

การต้มแป้ง  การนวดแป้งและการครูดแป้ง นำแป้งที่ทับแห้งแล้วไปต้มให้สุก ใช้เวลาในการต้มประมาณ 30 นาที แป้งจะสุกเฉพาะบริเวณขอบด้านนอกเข้าไปอีกประมาณ 1 นิ้ว ไม่ต้องให้สุกทั้งก้อน นำมาตำหรือโม่เพื่อให้ได้เนื้อแป้งตามต้องการ ในขณะที่ตำหรือตีนั้นให้นำน้ำอุ่นมาเติมเพื่อให้แป้งเหลวตามต้องการ


Gallery

  • null

    กลุ่มชาติพันธุ์ไทยโคราช

  • null

    กลุ่มชาติพันธุ์ไทยโคราช

  • null

    กลุ่มชาติพันธุ์ไทยโคราช

  • null

    กลุ่มชาติพันธุ์ไทยโคราช

  • null

    กลุ่มชาติพันธุ์ไทยโคราช

  • null

    กลุ่มชาติพันธุ์ไทยโคราช