นิทรรศการวิถีชีวิตชาติพันธุ์ส่วย

นิทรรศการวิถีชีวิตชาติพันธุ์ส่วย

        ชาวกวยหรือกูย เป็นกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งที่มีสายสัมพันธุ์ใกล้ชิด   กับข่า สามารถใช้ภาษาสื่อสารเข้าใจกันได้ แต่เดิมได้อาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำโขงทางตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของดินแดนกัมพูชาในอดีตแถบเมืองอัตตะปือแสนแป แคว้นจำปาศักดิ์ตอนใต้ของลาว ในปัจจุบัน ต่อมาได้สูญสลายไปเพราะถูกผนวกเข้ากับชนเผ่าไทย ที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนส่วนนี้ แต่ก็มีชาวกูยอีกจำนวนหนึ่งที่รักความอิสระสันโดษ ได้อพยพจากเมืองอัตตะปือแสนแป สาละวัน เข้ามาตั้งถิ่นฐานอันว่างเปล่า อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ในเขตภาคอีสานตอนใต้ มีแม่น้ำมูลและลำน้ำชีไหลผ่าน โดยเฉพาะ ชาวกูยตำแรย (ชาวกูยจับช้าง) ซึ่งจำเป็นต้องมีน้ำใช้เลี้ยงช้างด้วยเพราะชาวกูยเป็นชนกลุ่มรักสงบ และมีวัฒนธรรมภาษาเป็นของกลุ่มเฉพาะของตนเองจึงมีหลักฐานปรากฏน้อย ต่อมาเริ่มเป็นที่รู้จักของราชสำนักในสมัยอยุธยา

DSC_0119

        ในอดีต อีสานใต้เป็นดินแดนอิสระ เป็นเอกราชส่งผลไห้ชาวกูย หรือ ข่า ในแขวงเมืองอัตตะปือ    จำปาศักดิ์ และสาละวัน ประเทศลาว เข้ามาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินที่ดินแดนแถบอีสานใต้ จนกระทั้งมีชุมชนกูย ได้ปรากฏชัดเจนขึ้นและทำการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอีสานใต้ (เขมรป่าดง) ซึ่งขณะนั้นอำนาจการปกครองของเมืองมายได้เข้าสู่พื้นที่เขตเขมรป่าดง แต่ทำการปกครองหัวเมืองในอีสานได้อย่างหลวมๆ

        สมัยพระเจ้าเอกทัศน์ (พ.ศ. 2301-2310) เมื่อพระยาช้างเผือกแตกโรงออกจากกรุงออกไปอยู่ในป่าดงทางตะวันตก แขวงเมืองจำปาศักดิ์ มีผู้นำชาวกูย 5 คน ให้ความช่วยเหลือข้าหลวงจากอยุธยา ในการติดตามเอาตัวช้างเผือกกลับคืนเมืองหลวงได้ จึงได้รับการตอบแทนความดีความชอบ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลดังกล่าว คือ ให้ตากะจะ เป็นหลวงสุวรรณ เชียงขัน เป็นหลวงปราบ เชียงฆะ เป็นหลวงเพชร เชียงปุ่ม เป็นหลวงสุรินทรภักดี เชียงลี เป็นหลวงศรีนครเตา

        ผู้นำชาวกูยได้ทำราชการขึ้นอยู่กับเมืองพิมาย มีบทบาทสำคัญ ได้แก่  นำช้าง, ม้า, แก่นสน, ยางสน, ปีกนก, นอระมาด, งาช้าง, ขี้ผึ้ง, น้ำผึ้ง สิ่งของดังกล่าวเรียกว่า “ส่วย” โดยนำไปส่ง ณ กรุงศรีอยุธยา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯในเวลาต่อมา โดยตั้งให้ หลวงสุวรรณ (ตากะจะ) ป็นพระไกรภักดีศรีนครลำดวน จ้าเมือง ยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน เป็นเมืองขุขันธ์ ให้หลวงเพชร (เชียงฆะ) เป็นพระสังฆะบุรี ศรีนครวัด เจ้าเมืองบ้านโคกอัดจะ (บ้านดงยาง) เป็นบ้านสังฆะ ให้หลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุ่ม) เป็นพระสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวางเจ้าเมือง ตั้งบ้านคูประทายสมัน (คือเมืองสุรินทร์) ให้หลวงศรีนครเตา  (เชียงสี หรือ ตาพ่อควาน) เป็นพระศรีนครเตาเจ้าเมือง ยกบ้านกุดหวาย (หรือบ้านเมืองเตา) เป็นเมืองรัตนบุรี ขึ้นกับเมืองพิมาย

        เหตุเพราะได้มีการจัดส่งของป่านำส่งไปยังกรุงศรีอยุธยา ผู้คนทั่วไปจึงเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “ส่วย” แต่ชาวกูยไม่ชอบคำๆนี้ โดยจะเรียกตัวเองว่า กวย หรือ กูย แปลว่า “คน”


กลุ่มชาติพันธ์ชนชาวกูย(ส่วย)

การแต่งกายของชาวไทยกูย

          ชาวกูยมีธรรมเนียมว่าจะต้องดูแลการแต่งกายของแม่ที่มีอายุสูงให้ดีให้นุ่งผ้าถุงถือว่าดูแลดี การทอผ้าของชาวกูยจะทอผ้านุ่ง, ผ้าสไบหรือผ้าเบียง, ผ้าหัวซิ่น (อืมเปิล) และตีนซิ่น จะทอเป็นลายขิดคล้ายไทยลาว ผ้าคาดเอวของผู้ชายจะทอเหมือนหัวซิ่นและมีความกว้างเอาไว้ใส่เครื่องรางของขลัง เมื่ออยู่ที่บ้านจะนุ่งผ้าฝ้าย สวมเสื้อคอกว้างมีลายดอกเล็กๆ หากต้องออกสังคมหรือไปในพิธีกรรมต่างๆ จะสวมเสื้อสีเข้ม แขนคลุมไหล่หรือแขนกระบอกสีเข้มย้อมด้วยมะเกลือหรือคราม ผ้านุ่งจะเป็นผ้าฝ้ายหรือไหมมีลายเล็กๆ หรือผ้าพื้นสีเดียวมีผ้ารัดเอว ใช้ผ้าไหมพาดไหล่ ผูกปมที่เอวปล่อยชายผ้าลง ส่วนฝ่ายชายจะนุ่งผ้าโสร่ง คาดผ้าขาวม้าหรือโพกศีรษะ ไม่นิยมสวมเสื้อ หากเป็นพิธีเซ่นไหว้ผีปะกำ ฝ่ายชายจะนุ่งผ้าไหมควบเขียว เป็นสีเหลือง, เขียว, น้ำตาล หรือม่วง คาดผ้าขาวม้าที่เอว แล้วใช้ผ้าขาวม้าอีกผืนพันลอดใต้รักแร้ข้างหนึ่งปล่อยชายไปด้านหลัง ส่วนที่เหลือจะพาดผ่านหลังขึ้นมาที่บ่า ปล่อยชายมาข้างหน้าสวมเสื้อ ผู้นำที่จะออกคล้องช้างจะแต่งตัวลักษณะนี้

บ้านเรือน

          แต่เดิมชาวกูยชอบอาศัยอยู่กับป่าไม้ธรรมชาติ ลักษณะของเรือนจะเป็นไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง ฝาเรือนปิดมิดชิด ไม่มีหน้าต่าง หากมีก็จะเจาะเป็นช่องเล็กๆ นิยมสร้างยุ้งข้าวติดกับตัวเรือน หากมีฐานะก็จะสร้างยุ้งข้าวไว้กลางตัวเรือนอยู่รอบนอก หากเป็นชาวกูยที่เลี้ยงช้างก็จะทำเพิงยื่นออกข้างๆ ตัวเรือน เพื่อใช้ล่ามผูกช้าง ปัจจุบันเรือนของชาวกูยจะปลูกสร้างตามสมัยนิยมเพื่อให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม

การคล้องช้างของชาวกูย

                 ในประเทศไทยมีการคล้องช้างหรือจับช้างป่ามาตั้งแต่สมัยโบราณ ในอดีตพระมหากษัตริย์ไทยทรงช้าง เพื่อเป็นราชพาหนะใช้เดินทางในยามปกติและใช้ช้างในยามศึกสงคราม เรียก “สงครามยุทธหัตถี” ดังนั้น จึงมีการคล้องช้างเพื่อนำมาใช้ในราชการ โดยให้ข้าราชบริพารและบรรดาทหารมีการฝึกจับช้างป่า และใช้ช้างทำศึกสงครามอีกด้วย การคล้องช้างป่ามีวิธีการจับช้าง 3 วิธี

  1. จับช้างป่าทั้งโขลง คือการจับคราวละมากๆ ด้วยการทำคอกช้างขนาดใหญ่ แล้วไล่ต้อนโขลงช้างเข้ามาภายในคอก เรียกว่า “วังช้าง” ซึ่งได้ใช้วิธีนี้ในสมัยอยุธยา
  2. จับด้วยการทำเพนียด โดยต้อนช้างให้เข้าเพนียดทั้งโขลง จากนั้นก็เลือกเฉพาะช้างที่ต้องการ หากไม่ต้องการก็ปล่อยเข้าป่ากลับไป
  3. การจับช้างโดยหมอช้าง วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้ความสามารถเฉพาะของบุคคล โดยการนำช้างที่ฝึกไว้ไล่ต้อนช้างป่า คล้องเท้าช้างด้วยบ่วงหรือเชือกปะกำ เรียกวิธีนี้ว่าการ “โพนช้าง” วิธีนี้เป็นวิธีที่ชาวกูยนิยมใช้กันมาก มีพิธีกรรมและถ่ายทอดวิธีการสืบต่อกันมา

                 เดิมชาวกูยจะนิยมออกคล้องช้าง บริเวณชายแดนกัมพูชา บางครั้งเลยขึ้นไปถึงเขตจำปาศักดิ์ เพราะมีช้างชุกชุม อีกทั้งใกล้แหล่งที่อยู่อาศัย ในประเทศไทยจะคล้องช้างในเขตดงลาน อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย แต่ภูมิประเทศมีป่าทึบมากไม่เหมาะสมกับการไล่ติดตามช้าง การเลือกเวลาในการคล้องช้าง คือ ปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว ประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงหลังการเก็บเกี่ยว

เครื่องมือคล้องช้างที่สำคัญ

        การตระเตรียมความพร้อมหลังจากที่กำหนด การคล้องช้าง ชาวกูยจะเริ่มดูแลช้างเป็นพิเศษให้มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ จึงต้องบำรุงเลี้ยง และฝึกฝนซักซ้อมเป็นอย่างดี งดใช้งานเป็นเวลา 1 เดือน อีกทั้งคนที่จะออกคล้องช้าง นอกจากต้องเป็นคนกล้าหาญแล้ว ยังต้องรักษาตัวเองไม่ให้มีอันตรายเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะการคล้องช้าง แต่ละครั้งเป็นเวลานับเดือน วัสดุอุปกรณ์ก็ต้องได้รับการดูแล ซ่อมแซม หรือทำขึ้นใหม่ เพื่อให้มีสภาพใช้งานได้เป็นอย่างดี วัสดุอุปกรณ์ดังกล่าว ได้แก่

  1. เชือกหนังปะกำ ถือว่าสำคัญที่สุด ทำจากหนังควายแห้ง 2-3 เส้น นำมาฟั่นเกลียว โดยทั่วไปจะมีความยาวประมาณ 50-70 เมตร หนังปะกำนี้ ถือว่าเป็นที่สิงของดวงวิญญาณปู่ ย่า ตา ยาย ครูบาอาจารย์ ถือว่าเป็นเครื่องมือประจำตระกูลต้องปฏิบัติบูชาเป็นอย่างดี ผู้หญิงที่ไม่ใช่สายโลหิตห้ามแตะต้อง หากละเมิดถือว่าทำผิดปะกำ อาจทำให้เจ็บป่วยหรือเสียสติ วิกลจริตได้ เป็นบ่วงบาศใช้คล้องช้าง
  2. ทามคอ เป็นแอกหนังแห้งขนาดใหญ่ ทำจากหนังควายหรือหวายฟั่นเป็นเกลียว 6 เกลียวหรือ 8 เกลียว มีเงื่อนสำหรับรัดคอช้างป่า ทาม มี 2 เส้น สำหรับสวมคอช้างเส้นหนึ่ง อีกเส้นหนึ่งสำหรับผูกติดกับต้นไม้ ที่หูทามทั้งสองข้างมีโซ่โยงติดกับกาหรั่น เชื่อมหนังปะกำเป็นบ่วงบาศใช้คล้องเท้าช้าง
  3. กาหรั่น หรือเดือง เป็นห่วงเหล็กใหญ่และเล็กติดกัน 2 วง ใช้เป็นหัวต่อระหว่างทามคอกับห่วงโซ่ ใช้โยงทามทั้งสองที่ล่ามคอช้างเชลยไว้กับต้นไม้ ป้องกันไม่ให้โซ่ทามรัดคอช้าง
  4. สลก หรือชดก มีลักษณะคล้ายทามคอ ทำด้วยหนังควายแท้ๆ ฟั่นเป็นเกลียว 3 เกลียว และที่ปลายทั้งสองข้างทำเป็นห่วง ผูกปลายหนังปะกำไว้ป้องกันไม่ให้ช้างป่าหลุดหนีไปได้
  5. ชนัก ทำด้วยเหล็กบิดเป็นเกลียวคล้ายบังเหียนม้าต่อกันเป็นห่วงๆ 2-3 ท่อน ใช้เชือกป่านหรือปอเหนียว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร ยาว 4-5 เมตร สอดห่วงทั้งสองผูกสวมกับคอช้าง สำหรับหมอช้างขึ้นขี่คอ อาศัยหัวแม่เท้าสอดคีบเชือกชนักเป็นหลักมั่นป้องกันการพลัดตก
  6. โยง หรือสายลำโพง เป็นเชือกหนังทำด้วยหนังควาย มีขนาดเท่าหนังปะกำมีไว้สำหรับล่ามช้างที่คล้องได้แล้ว โดยปลายข้างหนึ่งจะผูกติดไว้กับต้นไม้
  7. สนามมุก เป็นถุงขนาดใหญ่ถักด้วยป่าน หรือหนังมีหูรูดที่ปากถุง สำหรับใส่เสื้อผ้าและเครื่องใช้ประจำตัวของหมอช้างเมื่อออกไปคล้องช้าง
  8. ไม้งก เป็นไม้เนื้อแข็ง มีลักษณะโค้งงอที่ปลายไม้ข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งเจาะรูร้อยเชือกสำหรับผูกกับมือมะหรือควาญช้างที่นั่งอยู่ท้ายช้าง เพื่อมิให้หลุดมือเมื่อเวลาตีท้ายช้าง สำหรับควาญช้างหรือมะใช้ตีเร่งช้างให้วิ่ง
  9. ไม้คันจาม เป็นไม้เนื้อแข็งยาวประมาณ 5 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 นิ้ว หมอช้างใช้สำหรับเหน็บเชือกปะกำที่เป็นบ่วงบาศยื่นออกไปคล้องเท้าช้างข้างใดข้างหนึ่ง
  10. สะเนงเกล หรือชัง เป็นเขาควายตากแห้งเจาะรูตรงกลาง และใช้ปากเป่าเหมือนปี่ หรือเครื่องเป่าอื่นๆ สำหรับเป่าเป็นสัญญาณให้แก่กันและกัน จะเป่าเมื่อได้ฤกษ์ก่อนออกจากบ้าน เป่าเมื่อออกตระเวนป่า ป้องกันการหลงป่าเวลากลางคืน และเมื่อเดินทางกลับก่อนถึงบ้าน
  11. ถุงกระเทียว หรือสะยาว เป็นถุงถักด้วยป่าน มีหูรูด ใช้สำหรับบรรจุอุปกรณ์เครื่องใช้ประเภทหม้อข้าวหม้อแกง
  12. กระสอบหนัง หรือสะตอล์ ทำด้วยหนังวัวตากแห้ง เย็บเป็นถุงคล้ายกระสอบปุ๋ย ใช้สำหรับบรรจุข้าวสาร
  13. ปุนธง เป็นถุงเล็กๆ ถักด้วยป่าน สำหรับบรรจุสิ่งของประเภทหมากพลูบุหรี่ประจำตัวของใครของมัน โดยมีสายสะพายและมีหูรูด
  14. กระต่าสอง หรือตะกร้าสอง เป็นซองถักด้วยหวายยาว 1ฟุต ใช้สำหรับบรรจุเครื่องมือ ซ่อมแซมอุปกรณ์ชำรุดหรือปลดแก้เชือก ได้แก่ เขากวางแหลม มีดตอก และหวายถักเป็นเส้นเล็กๆ

พิธีกรรมในการคล้องช้าง

          พิธีกรรมจะเริ่มที่ศาลปะกำหรือโรงปะกำ เพื่อแจ้งให้ผีปะกำหรือครูปะกำ ทราบว่าพวกของตนจะออกไปคล้องช้าง ขอความคุ้มครองดูแลรักษาให้แคล้วคลาดจากอันตราย และให้มีโชคลาภกลับมา ในพิธีจะมีครูบาใหญ่หรือหมอเฒ่าเป็นประธาน มีหมอสะดำอีก 3คน เป็นผู้ช่วย รวมเป็น 4 คน  ทำพิธีกรรม ส่วนหมอช้างอื่นและญาติพี่น้องจะนั่งล้อมรอบอยู่ในพิธีนั้น หมอช้างที่จะเข้าทำพิธีเช่นผีปะกำ ต้องนุ่งโสร่งสีเขียวตองอ่อน ไม่สวมเสื้อ ถือผ้าขาวม้า 2 ผืน ผืนหนึ่งคาดเอว ผืนหนึ่งคล้องเฉลียงไหล่

          เมื่อการเซ่นสรวงผีปะกำเสร็จสิ้นลงหมอเฒ่าจะยกหนังปะกำจากศาลปะกำ มาวางบนหลังช้างต่างๆโดยม้วนหนังปะกำเป็นวง 2 วง วางทับหนังรองหลังช้าง ผูกไม้งอหรืองกติดกับหนังปะกำ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว หมอเฒ่าทุกคนจะอำลาญาติพี่น้อง เพื่อออกเดินทางตามฤกษ์ยามที่หมอเฒ่ากำหนดไว้

พิธีเซ่นผีปะกำของชาวกูย

          พิธีเซ่นผีปะกำเป็นประเพณีของชาวไทยกูย มีจุดประสงค์เพื่อบอกกล่าวหรือแจ้งให้ผีปะกำทราบก่อนออกคล้องช้าง อุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีคือ “ปะกำ” ปะกำคือเชือกสำหรับคล้องช้างทำจากหนังโคหรือหนังควาย ชาวกูยมีความเชื่อว่าวิญญาณของปู่ย่าตายายครูบาอาจารย์จะมาสิงอยู่ในเชือกปะกำ จึงถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตระกูล เป็นสิ่งที่อาจบันดาลโชคดีหรือโชคร้ายเมื่อเวลาออกไป  คล้องช้าง มีการสร้างร้านหรือโรงสำหรับเก็บปะกำและ เซ่นสรวงประจำ เพื่อความเป็นสิริมงคล โรงปะกำสร้างด้วยเสา 4 ต้น ยกเป็นร้านสูงจากพื้นประมาณ 2-3 เมตร  มุงหลังคากันแดดฝน ทุกคนในครอบครัวให้ความเคารพนับถือห้ามมิให้ขึ้นไปเหยียบย่ำ การประกอบพิธีกรรม ประธานในการประกอบพิธีคือ หมอเฒ่า ซึ่งเป็นผู้อาวุโส และมีความชำนาญในการคล้องช้างป่า ครูบา เป็นบุคคลอาวุโสรองลงมา ส่วนบุคคลที่มีความอาวุโสรองลงมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น หมอสะดำ (ควาญช้างประจำข้างขวาช้าง) และหมอสะเดียง (ควาญช้างประจำข้างซ้ายช้าง) เสี่ยงทายด้วยคางไก่กับไข่ต้ม เมื่อเตรียมเครื่องเซ่นแล้วก็ถึงเวลาประกอบพิธีกรรม

พิธีเซ่นผีปะกำ

การเซ่นผีปะกำ เป็นการบอกกล่าวผีบรรพบุรุษ ที่สิงอยู่ในเชือกปะกำ การเซ่นไหว้ผีปะกำ คือการ “เข้ากรรม” ของผู้ไปคล้องช้าง ภรรยาและบุตรต้องเข้ากรรมอย่างเคร่งครัดด้วย เพราะถือว่าเป็นบุคคลเดียวกัน การประกอบพิธีต้องหาฤกษ์ยามและต้องมีเครื่องเซ่นไหว้อันประกอบด้วย หัวหมู 1 หัว ไก่ต้ม 1 ตัว กรวยใบตองเสียบดอกไม้ 5 กรวย  เทียน 1 คู่ หมาก 2 คำ บุหรี่ 2 มวน ข้าวสวย 1 จาน แกง 1 ถ้วย น้ำเปล่า 1 ขัน ขมิ้นผง  ด้ายดำ, แดง ผูกแขน  และเหล้าขาว 1 ขวด

          ผู้เข้าร่วมพิธีจะนุ่งผ้าโจงกระเบน เป็นผ้าไหมหางกระรอกสีเขียวไพลเรียก “ผ้าคาบเขียว” มีผ้าขาวม้าคาดเอวและผ้าขาวม้า  อีกผืนคล้องเฉียงไหล่ไม่สวมเสื้อ เมื่อหมอเฒ่ายกเครื่องเซ่นถวายผีปะกำ จุดเทียนอธิษฐาน และเสี่ยงทายกับไก่ต้มที่นำมา เรียกพิธีถอดกระดูกคางไก่ หากหัวไก่มีสีขาวตลอด และปกติดี ก็ปลอดภัย หากหัวไก่เขียวช้ำกระดูกคางไก่งุ้มเข้าหาคอแสดงว่าไม่ปลอดภัย จะยุติการเดินทาง หากปลอดภัยดีหมอเฒ่าก็จะพารินเหล้าถวายผีปะกำแล้วนำหนังปะกำออกขึ้นไปวางบนหลังช้าง มีการเป่าสะแนงเกล เป็นสัญญาณว่าขบวนช้างได้เริ่มออกจากหมู่บ้านแล้ว ซึ่งขบวนจะเดินเรียงกันตามลำดับอาวุโสและถือว่าเป็นการ “เข้ากรรม” ตลอดเวลาหมอช้างจะลงจากช้างได้เฉพาะเวลาหุงหาอาหาร และพักผ่อนในเวลาใกล้ค่ำเท่านั้น

การเข้ากรรมจะปฏิบัติอย่างเคร่งครัดทั้งสามีผู้ไปคล้องช้างและภรรยาที่อยู่บ้าน โดยถือว่าทั้งสองเป็นคนๆเดียวกัน หากไม่ปฏิบัติตามสามีก็จะได้รับอันตราย ซึ่งมีข้อปฏิบัติมีดังนี้                            

ข้อขะลำของหมอช้าง

          ขณะเดินทางไปคล้องช้างต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เรียกว่า เข้าปะกำ ผู้ละเมิดหรือฝ่าฝืนอาจได้รับอันตรายถึงชีวิตได้  ข้อปฏิบัติหรือวินัยมีดังนี้

  1. ห้ามแต่งกายสวยงาม ให้สวมเสื้อผ้าเก่าๆ ในสมัยก่อนห้ามสวมเสื้อ
  2. หลังจากเข้าพิธีเซ่นหนังปะกำแล้ว ห้ามหมอช้างทุกคนขนเรือนของตนอีก จนกว่าจะกลับมาจากคล้องช้าง และนำหนังปะกำมาไว้ที่โรงหนังปะกำแล้ว
  3. ห้ามยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงขณะเดินออกทางไปคล้องช้าง
  4. ห้ามใช้ผ้าขาวม้าโพกศีรษะขณะเดินทาง
  5. ต้องเคารพและเชื่อฟังหมอเฒ่า
  6. ต้องพูดจากันด้วยภาษาป่า หรือภาษาผีเท่านั้น ภาษาธรรมดาพูดไม่ได้
  7. ห้ามพูดเท็จหรือมีความลับต่อกัน
  8. หมอช้างอื่นๆต้องเข้านอนหลังหมอเฒ่า ก่อนนอนต้องไหว้หนังประกำหรือครูบาอาจารย์
  9. เมื่อสูบบุหรี่ต้องบังแสงไฟไว้ จะปล่อยให้แสงไฟลอดออกมาไม่ได้
  10. ห้ามคล้องลูกช้างติดแม่ที่วิ่งตามไปในขณะคล้องช้างป่า
  11. ห้ามลูบไล้ตัวและผมด้วยของหอม
  12. ห้ามมีเงินติดตัวเกิน 4 ไพ
  13. ถ้ามีคนให้ของใช้ของกินขณะที่อยู่ในหมู่บ้าน ถ้าผู้ให้เป็นผู้หญิงจะรับของจากมือผู้หญิงโดยตรงไม่ได้ ต้องให้ทอดผ้าแบบเดียวกับทอดผ้าถวายของแด่พระสงฆ์ เพราะถือว่ายัง “บรรพชา” อยู่          
  14. ถ้าไปถึงหมู่บ้านใดในเวลาค่ำ จะอาศัยหลับนอนบ้านผู้ใดไม่ได้ ต้องก่อไฟนอนกลางดิน   
  15. เมื่อจับช้างได้ และบังเอิญช้างตัวนั้นตาย หรือช้างเชือกที่ขี่ไปตายลง ห้ามหมอช้างเจ้าของช้างนั้นแตะต้องช้าง ไม่ว่าแล่เนื้อหรือเลื่อยเอางาเด็ดขาด

ข้อขะลำของสมาชิกครอบครัว

ขณะที่หมอช้างออกป่า ผู้ที่เป็นภรรยาและบุตรของหมอช้างก็ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัดเช่นกัน เพื่อเป็นศิริมงคลแก่สามี ข้อที่ต้องปฏิบัติมีดังนี้

  1. ห้ามคนอื่นมาพักบ้านโดยเด็ดขาด
  2. ห้ามคนในบ้านนั่งขวางบันได
  3. ห้ามทกคนตัดเล็บตัดผม
  4. ห้ามทาขมิ้น หรือใช้เครื่องหอมประทินผิว ผัดหน้า ทาแป้ง
  5. ห้ามหวีผม
  6. ห้ามคนในบ้านไปพักค้างคืนบ้านอื่น
  7. ผู้เป็นใหญ่ในบ้านหรือหัวหน้าครอบครัวต้องไว้ผมยาว
  8. ถ้ามีคนมาเรียกเวลาใดห้ามขานรับขณะอยู่บนบ้าน ให้ลงมาจากบ้านก่อนค่อยขานรับได้
  9. ให้ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผีสาง เทวดาก่อนเข้านอนทุกครั้ง
  10. ห้ามพูดโกหก หรือดุด่า หรือใช้คำหยาบคาย
  11. เวลาหุงข้าวทำครัว ห้ามชักฟืนออกมาให้ดันฟืนเข้าไปในเตา
  12. เวลาตัดฟืนห้ามใช้เท้าเหยียบ

การใช้ชีวิตอยู่ในป่าเพื่อคล้องช้าง

                การใช้ชีวิตอยู่ในป่าเพื่อคล้องช้าง เมื่อคณะคล้องช้างป่า บริเวณที่จะคล้องช้าง หมอเฒ่าจะทำพิธี “ปะสะ” หมายถึง พิธี ที่ทำให้ทุกคนหมดมลทินคล้ายกับเป็นการรับศีล ผู้กระทำผิดจะไม่อนุญาตให้เข้าร่วมในการคล้องช้าง การกระทำผิดมากหรือน้อย ก็จะถูกปรับไหมก่อนก็ยังสามารถติดค้างกันได้ เป็นการชำระบาปให้ทุกคนบริสุทธิ์ หากมีผู้เคยกินเนื้องูเหลือมอยู่ในคณะก็จะไม่สามารถชำระมลทินได้ ถือเป็นโทษร้ายแรง จากนั้นจะตั้งศาลเล็กๆเซ่นไหว้ด้วยเนื้อสัตว์ ข้าวสาร หมากพลู บุหรี่ เหล้า แล้วกล่าว คำขออนุญาตเจ้าป่าเจ้าเขาก่อนที่จะจับช้างเรียกว่า เบิกไพรหรือขอเปิดป่า หรือเรียกว่า “เบิกมาศ” ชาวกูยเชื่อว่าที่ทางในป่าเป็นที่ที่มีเจ้าของ ทุกอย่างล้วนมีเจ้าของทั้งสิ้น และเชื่อว่าเจ้าของช้าง คือ “อากง” โดยเล่าต่อกันว่า “อากง” เป็นผู้ริเริ่มคล้องช้าง เป็นคนแรก โดยขี่ควายไปต่อช้าง เมื่อเห็นช้างป่าก็กระโดดลงจากหลังควายขึ้นขี่หลังช้าง ช้างป่าพาวิ่งเข้าไปในป่าลึก ผู้ร่วมทางได้ออกติดตามและกู่ตะโกนเรียก “อากง….เอย” ก็จะได้ยินตอบรับเฉพาะคำว่า “เอย” อยู่ในป่าลึกเข้าไปเรื่อยๆ ตามตัวอย่างไรก็ไม่พบ ดังนั้นจึงถือว่าเป็น เจ้าป่า หมอช้างจึงขอช้างจาก “อากง” ก่อน จากนั้นก็จะเลือกพื้นที่ตั้งค่ายพักแรมหรือเชิงรม แล้วก่อไฟที่หน้าเชิงรม 3 กอง เรียกว่า “กองกำพวด” อยู่หน้าชมรมเรียกกำพวดเชิง ด้านขวาเรียกกำพวดสะดำ ด้านซ้ายเรียกกำพวดสะเดียง กองไฟทั้งสามจะจุดไว้ตลอดการคล้องช้างเสร็จสิ้น ทุกคนจะต้องรักษากฎและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นหมอเฒ่าจะไม่รับรองเหตุร้ายที่เกิดขึ้น

                หมอช้างจะแบ่งกันออกค้นหาช้างป่า โดยเข้าทางใต้ลมเพื่อไม่ให้ช้างป่าได้กลิ่นคน สะกดตามรอยให้แน่ใจและสังเกตได้ หากช้างต่อยกงวงชี้ไปทางใดก็แสดงว่าช้างป่าอยู่ทางนั้น หากยกงวงสูดอากาศต่ำๆแสดงว่าช้างป่าเริ่มเข้ามาใกล้แล้วแต่ต้องรอให้โขลงช้างออกมาอยู่ที่โล่งก่อน จึงจะเริ่มไล่ประชิดตัว หมอเฒ่าจะแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม เป็นกลุ่มหมอเฒ่า กลุ่มสะดำและกลุ่มสะเดียง ขยายเป็นปีกกาโอบล้อม แล้วไสช้างต่อเข้าหาช้างป่า โดยหาจังหวะสอดไม้คันจามที่มีบ่วงบาศติดอยู่ลงไปรับกับเท้าช้างขณะกำลังวิ่ง ก้าวเท้าเหยียบลงไปบ่วงบาศจะหลุดจากไม้คันจามรัดอยู่ที่ข้อเท้าช้างป่า หมอช้างก็จะผลักเชือกหนังปะกำลงดิน มะต้องกระโดดลงพื้นจะจับปลายเชือกอีกข้างหนึ่งไปรอบต้นไม้ใหญ่เป็นการล่ามไว้กับต้นไม้ แต่เพื่อให้แน่ใจ คราญช้างจะเปลี่ยนเชือกใหม่ โดยใช้ช้างสองเชือกเข้าประกบช้างป่าใช้ทามสวมคอช้างป่า ส่วนอีกทามหนึ่งเป็นเชือกขนาดใหญ่หรือเป็นโซ่ล่ามติดระหว่างทามทั้งสอง เป็นการผูกให้มั่นใจขึ้นแล้วปลดบ่วงบาศออกจากเท้าช้าง เก็บไว้คล้องช้างตัวต่อไปโดยจะพยายามให้ผู้ร่วมคณะได้ช้างทุกคน ช้างป่าจะปล่อยให้อดหญ้า อดน้ำหนึ่งคืนหนึ่งวันเพื่อให้อ่อนกำลังลดความดื้อดึงลง หมอเฒ่าจะทำพิธีปัดรังควานไล่ผีป่าออกจากตัวช้าง เรียกพิธี“สะปะช้างป่าหรือมะเรงกงเวียร” เมื่อเห็นสมควรถึงเวลากลับบ้านหมอเฒ่าจะหาฤกษ์ปล่อยหมู่ช้างออกจากปะกำร่ายมนต์บอกกล่าวเทพยดา ผีป่าผีดง กล่าวขอบคุณเจ้าป่าเจ้าเขาจึงออกจากป่าต้อนช้างป่า และเลี้ยงฝึกช้างมาเรื่อยๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคย ก่อนจะถึงหมู่บ้าน หมอช้างจะเป่า “สะแนงเกล” เป็นสัญญาณให้รู้ว่าได้กลับมาแล้ว เพื่อจะได้ออกไปต้อนรับ หมอช้างจะผูกช้างเชลยไว้นอกหมู่บ้าน นำช้างต่อเข้าบ้าน หนังปะกำเก็บไว้บนศาลปะกำ ทำพิธีขอบคุณ แยกย้ายกันเข้าบ้าน ทำพิธีเลี้ยงฉลองต้อนรับ อย่างสนุกสนาน และจะไม่ลืมที่จะดูแลช้างเชลย เมื่อพักผ่อนได้ประมาณ 1 สัปดาห์ จะทำการฝึกช้างที่ตนเองคล้องจับได้ และเมื่อฝึกเชื่องใช้งานได้แล้วก็จะเปลี่ยนคำเรียกลักษณะนามช้างป่าว่า “ตัว” เป็น “เชือก”

การฝึกช้างเฉลย

          เมื่อหมอช้างพักผ่อนได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์หลังจากกลับมาจากการคล้องช้าง  ก็จะเริ่มทำการฝึกช้างหมอช้างจะประชุมหารือกันก่อน แล้วช่วยกันสร้างเขื่อนในบริเวณสนามฝึก  สร้างศาลปะกำสำหรับเซ่นหนังปะกำของตน(ผีปะกำ) แล้วเซ่นพระภูมิเจ้าที่  เพื่อขออนุญาตฝึกช้างในบริเวณนั้น  หมอเฒ่าจะสั่งให้หมอช้างขึ้นช้างต่อไปเทียบช้างเชลยจูงไปใกล้เขื่อน เพื่อสวมปลอกขาที่เท้าทั้งสองข้าง เป็นวิถีทรมานช้างให้เชื่องและป้องกันมิให้ช้างวิ่งหนีได้ ต่อมาอีก 3 วัน หมอช้างจะพาช้างเชลยมาเข้าเขื่อน เพื่อถอดปลอกขาออกแล้วก็เลือกฝึกตามใจชอบ

ระบบการปกครองของหมอช้าง

            ชาวกูยทุกคนจะต้องมีความกล้าหาญและชำนาญในการจับช้างป่า ทุกคนจะต้องกล้าเสี่ยงอันตรายจากผีป่า และสัตว์ป่า การเชื่อมั่นทำความดี ไม่ทำผิดกฎและปฏิบัติต่อหนังปะกำอย่างถูกต้องจะทำให้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษคุ้มครองรักษา และช่วยให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นการคล้องช้างในป่าต้องมีระเบียบหน้าที่และอยู่ในการควบคุม  บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัดมาก โดยมีครูบาใหญ่หรือ หมอช้างใหญ่เป็นผู้ควบคุมดูแล ตัดสินคดีความต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญตามลำดับการปกครองดังนี้

  1. ครูบาใหญ่ หรือ กำหลวงพือ หรือ หมอเฒ่า เป็นหัวหน้าประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ทุกอย่าง มีอำนาจในการตัดสินใจทุกเรื่อง ปกป้องอันตรายให้กับคณะคล้องช้าง ทุกคนต้องเคารพยำเกรงในการออกจับช้างป่า ครูบาใหญ่จะต้องจับให้ได้หนึ่งตัวก่อน งทำหน้าที่เป็นคนกลางเชื่อมระหว่างผีปะกำกับลูกน้องตนในคณะ ครูบาใหญ่ต้องผ่านการคล้องช้างและสามารถจับช้างป่ามาแล้วตั้งแต่ 40 เชือกขึ้นไป
  2. ครูบา หรือ หมอสะดำ หรือ กำหลวงแกด เป็นหัวหน้าระดับรองลงมาจากครูบาใหญ่ สะดำต้องผ่านประสบการณ์ในการคล้องช้างและสามารถจับช้างมาได้แล้วตั้งแต่ 9 เชือกขึ้นไป
  3. หมอสะเคียง หรือสะเดียง เป็นตำแหนงรองลงมาจากหมอสะดำมีหน้าที่ช่วยหมอสะดำและครูบาใหญ่ในการปกครองดูแลหมอช้าง หมอสะเคียงต้องมีประสบการณ์ในการคล้องช้างและจับช้างมาได้ตั้งแต่ 5 เชือกขึ้นไป
  4. จา หรือหมอจา เป็นตำแหน่งที่ใช้เรียกหมอช้างที่นั่งบังคับช้าง ที่นั่งอยู่บนคอช้าง และเป็นหมอช้างใหม่ที่มีประสบการณ์ในการคล้องช้างไม่ถึง 5 เชือก
  5. มะ เป็นตำแหน่งที่ต่ำสุดในกระบวนการหมอช้าง มะมีหน้าที่นั่งอยู่บนท้ายช้าง คอยช่วยเหลือหมอช้างในการกระตุ้นช้างให้วิ่งไล่ตามช้างป่า
  6. หมอสะเดียง เป็นควาญช้างด้านซ้ายช่วยหมอสะดำ มีประสบการณ์ในการจับช้างมาแล้วหลายครั้ง รู้ภาษาป่า และรู้ภาษาผีสะเดียงเป็นอย่างดี
  7. มะหรือจา เป็นผู้ช่วยและรับใช้ควาญหรือครูบาใหญ่ เป็นผู้มีประสบการณ์ในคณะ เป็นผู้รับใช้ในทุกๆ เรื่อง

ลักษณะช้างที่ดี

           ช้างที่มีลักษณะดีต้องมีรูปร่างใหญ่โต แข็งแรง ศีรษะโต แก้มเต็ม หน้าผากกว้าง มีดวงตาแจ่มใส มีขาแข็งแรงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ลักษณะของหลังสูงตรงกลางเล็กน้อย ลาดไปทางหางอย่างสม่ำเสมอ ถือกันว่าเป็นลักษณะของช้างดีที่สุด เวลายืนศีรษะจะเชิดขึ้นมองดูสง่า ถ้าเป็นช้างงาต้องมีงาใหญ่แข็งแรง และยื่นขนานคู่กันออกมาไม่บิดหรือถ่างห่างจากกันมากเกินไป ลักษณะของชายใบหูควรเรียบไม่ฉีกขาด ยืนแกว่งงวงและพับหูไปมาอยู่เสมอ เดินหาหญ้าหรืออาหารอื่นกินอยู่ตลอดเวลา ที่เล็บเท้ามีเหงาออกมาจากโคนเล็บ ซึ่งมองเห็นได้ง่ายจากรอยเปียกของฝุ่นเกาะเท้าช้าง ทั้งนี้เนื่องจากช้างไม่มีต่อมเหงื่อที่ผิวหนัง ฉะนั้นจึงใช้โคนเล็บเป็นที่ระบายเหงื่อหรือระบายความร้อนออกจากร่างกาย  ลักษณะช้างที่ดีมีดังนี้

  • หัวโต แก้มไม่ตอบ หน้าผากกว้างกลม หูใหญ่ ปลายใบหูหุ้มลง ถ้ามีใบหูใหญ่มักจะมีศีรษะใหญ่
  • ดวงตาแจ่มใสสะอาดไม่ขุ่นมัว มีน้ำตาหล่อเลี้ยงมากพอสมควร หากตาเล็กแสดงถึงเป็นช้างโลเล ตามีอาการมองเขม็งแสดงถึงความดุร้าย
  •  งวงยาวโคนงวงใหญ่ ล่ำสันตลอดลำ ฝาปิดเปิดปลายงวงปิดได้สนิท งวงตอนโคนงาถ้าเป็นโหนกใหญ่และหนาเป็นช้างแข็งแรง หาง ยาวแต่ไม่จรดดิน ปลายหางเป็นแผงใหญ่ ขนหางยาว ช้างที่ดีหางยาวถึงข้อเท้า
  • คอสั้นใหญ่ ล่ำสันรับกับหัว อกกว้างมีกล้ามเนื้อหนา บ่ายกนูนใหญ่ 
  • รูต่อมน้ำมันใกล้หูใหญ่ แสดงว่าเป็นช้างที่แข็งแรง
  • ขาหน้ามีส่วนโค้งไปข้างหน้าและยาวกว่าขาหลัง ตามลำขาเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ
  • เล็บโค้งนูนใสสะอาดไม่แตกไม่แข็งกระด้าง
  • เท้ากลมขนาดเท่าลำขาไม่แบน ไม่เล็กเกินไป พื้นเท้าแข็งปราศจากรอยแตกหรือรูเล็กๆ 
  • งาล่ำสันแน่นหนาดี งาทั้งคู่โตเสมอกันไม่บิดเบี้ยว                  
  • หลังกว้างโค้งลาดลงไปข้างหน้าและข้างหลัง ลำตัวหนาล่ำสันสม่ำเสมอไม่สั้นเกินไป ตะโพกกลม      เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ
  • หนังอ่อนย่นและหนาเป็นมัน สีค่อนข้างดำ มองดูคล้ายชุ่มชื่นอยู่เสมอ ช้างที่มีหนังหนาคล้ายหนังแรดเป็นช้างที่นิยมกันมาก และเชื่อว่าเป็นช้างที่อดทนแข็งแรง
  • ความสูง ช้างที่โตเต็มที่แล้ว (วัดจากพื้นถึงไหล่) ควรจะมีส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 8 ฟุต สำหรับช้างพลาย     และ 7 ฟุต สำหรับช้างพัง
  • ช้างพลายที่สมบูรณ์ (สูง 8 ฟุต 3 นิ้ว) จะหนักประมาณ 3 ตัน ถ้าช้างสูงกว่า 8 ฟุต 3 นิ้ว จะมีน้ำหนักเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 50 ก.ก. ทุกๆ ความสูงที่เพิ่มขึ้น 1 นิ้ว
  • ลักษณะอื่นๆ มักจะกินหญ้าจุและไว ถ้าเป็นช้างพลายที่มีงาจะไม่รอให้หญ้าหมดปากมักหยิบมาเหน็บไว้ระหว่างงากับงวง ช้างพังที่จะเป็นแม่ช้างที่ดีไว้ทำพันธุ์ดีต้องมีฐานนมใหญ่

Gallery

  • null

    ชาติพันธ์ชนชาวกูย(ส่วย)

  • null

    ชาติพันธ์ชนชาวกูย(ส่วย)

  • null

    ชาติพันธ์ชนชาวกูย(ส่วย)

  • null

    ชาติพันธ์ชนชาวกูย(ส่วย)