นิทรรศการสมัยขอม

นิทรรศการสมัยขอม

เครื่องราชยานคามหาม

  เป็นชิ้นส่วนประดับราชยานคานหาม พาหนะหิ้วหามสำหรับผู้มีบรรดาศักดิ์นั่ง ถือเป็นเครื่องประกอบยศ ในอดีตใช้กันในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นพาหนะสำหรับพระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ และบุคคลชั้นสูงเท่านั้น  ไม่ใช่ของที่สามัญชนจะใช้ได้ทั่วไป โดยใช้ข้าทาสบริวารประจำอาศัยแรงงานแบกหาม ใช้คนหาม 4 คน หรือ 8 คน มีลักษณะต่างๆ ทั้งชนิดประทับราบ และประทับห้อยพระบาท

 

ไหขนาดใหญ่ (Storage jar)

ไหเป็นเครื่องเคลือบที่ใหญ่ที่สุด มีลักษณะไม่ต่างจากไหปัจจุบันมากนัก เป็นภาชนะทรงสูง ฐานเล็ก ปากเล็ก ป่องส่วนที่ใกล้ปาก ส่วนสูงจะมากกว่าฐานประมาณ 3 เท่า เคลือบสีดํา น้ำตาล น้ำตาลออกเหลือง และไม่เคลือบ ส่วนใหญ่ ขูดลายใต้เคลือบ เท่าที่พบส่วนสูงมีตั้งแต่ 50 – 72 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 38 – 48 ซม. ปากกว้าง 13 – 14 ซม.

          ไหใช้ใส่น้ำ ใส่เหล้า ปลาร้า น้ำผึ้ง และใส่ของมีค่าอื่น ๆ เก็บ หรือฝังดิน กันขโมย

ศิวลึงค์

วัสดุ : หินทราย
แบบศิลปะ : ศิลปะเขมรในประเทศไทย  
อายุสมัย : อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 (ประมาณ 1,500 – 1,700 ปี)
          ศิวลึงค์  คือองค์กำเนิดเพศชายที่เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ  หมายถึงการสร้างสรรค์  ความมั่งคั่ง  ความเจริญรุ่งเรือง ในขณะเดียวกันก็หมายถึงตรีมูรติ (เทพเจ้า3 องค์ในศาสนาพราหมณ์) ด้วย  โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนล่าง เป็นรูปสี่เหลี่ยม เรียกว่า พรหมภาค หมายถึง พระพรหม 

ส่วนกลาง เป็นรูปแปดเหลี่ยม เรียกว่า วิษณุภาค หมายถึง พระวิษณุ

ส่วนบน เป็นรูปกลม เรียกว่า  รุทรภาคหมายถึง พระศิวะ

 

พระอิศวร (ศิวะ) มหาเทพแห่งการทำลาย

พระศิวะทรงเป็นมหาเทพผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล พระองค์จะทรงประทานพรวิเศษ ให้แก่คนผู้หมั่นกระทำความดี และยึดมั่นในศีลธรรมเท่านั้น 

รูปลักษณ์ของพระศิวะนั้นมีปรากฏมากมายหลายลักษณะด้วยกัน แต่จุดเด่น ที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ ของพระศิวะก็คือ รูปพระจันทร์เสี้ยว ดวงตาดวงที่ 3 บนหน้าผาก สร้อยประคำที่เป็นหัวกะโหลก และงูที่คล้องพระสอหรือคอของพระองค์อยู่นั้น ก็ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระศิวะ

หอยสังข์และฐานรอง

แบบศิลปะ : ลพบุรี (ศิลปะเขมรในประเทศไทย)

ชนิด : สำริด

ขนาด : สังข์ ยาว 25.3 เซนติเมตร ฐานรอง เส้นผ่านศูนย์กลาง 8 เซนติเมตร  สูง 7.5 เซนติเมตร

อายุสมัย : พุทธศตวรรษที่ 17 – 18

ลักษณะ : สังข์ ลวดลายด้านบนทำเป็นรูปเหวัชระภายในซุ้มมีนาคประกอบสองข้าง ฐานรอง มีสามขา ส่วนปลายทำเป็นเศียรนาค

 

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ปางสมาธิ

 ประทับนั่งสมาธิ 2 กร สภาพชํารุด สวมชฎามกุฎพระพักตร์เลือนลาง  มีพระกรขวา และพระกรทางด้านซ้าย รูปแบบโดยรวมแสดงถึงรูปแบบศิลปะเขมรสมัยบายน อายุประมาณ พ.ศ. 1720 – 1773

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

แบบศิลปะ : ศิลปะลพบุรี (ศิลปะเขมรในประเทศไทย)

ชนิด : สำริด

อายุสมัย : พุทธศตวรรษที่ 18

ลักษณะ : พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เกล้าผมเป็นมวยสูงทรงกระบอก สวมกระบังหน้า  พระนลาฏกว้าง พระขนงต่อกับพระนาสิกใหญ่ พระเนตรเหลือบมองต่ำ พระโอษฐ์ยิ้มเล็กน้อย สวมกุณฑล พระหัตถ์มี 4 กร ถือสิ่งของภายในพระหัตถ์ นุ่งผ้าสั้นยาวเหนือเข่า เป็นริ้ว ชักชายผ้าเป็นวงโค้งด้านหน้า ประทับยืนบนแท่นสี่เหลี่ยม

 

นางปรัชญาปารมิตา

แบบศิลปะ : ลพบุรี (เขมรในประเทศไทย) แบบบายน

ชนิด : สำริด

ขนาด : สูง 11 เซนติเมตร

อายุสมัย : ราวพุทธศตวรรษที่ 18

ลักษณะ : ลักษณะเป็นเทวสตรี สันนิฐานว่าเป็นรูปนางปรัชญาปารมิตา พระเศียรสวมมงกุฏ กรองศอประดับอุบะ สวมพาหุรัด พระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัว นุ่งผ้าเป็นริ้ว มีชายผ้ารูปหางปลา คาดเข็มขัดประดับอุบะขนาดใหญ่

 

พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต หรือ “พระพุทธเจ้าหมอ”

            พระนามของท่านหมายถึงพระตถาคตเจ้าผู้เป็นบรมครูแห่งยารักษาโรค รูปของพระองค์อยู่ในท่านั่งสมาธิ พระหัตถ์ถือยาสมุนไพร ที่สามารถรักษาโรคทางกาย และโรคทางกรรมของสัตว์โลก

 

ตรีศูรย์

ตรีศูล หรือย่อว่า ตรี (สันสกฤต: त्रिशूल, trishūla) เป็นประเภทของสามง่ามในวัฒนธรรมอินเดีย แต่ก็พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน ตรีศูลมักใช้เป็นสัญลักษณ์ในศาสนาฮินดูและพระพุทธศาสนา คำนี้มีความหมายว่า “หอกสามเล่ม” ในภาษาสันสกฤตและภาษาบาลี

รายละเอียดของตรีศูล

ตรีศูลเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวย เป็นอาวุธประจำกายของพระศิวะ เทพเจ้าฮินดู และกล่าวกันว่าเป็นอาวุธที่ใช้ตัดพระเศียรของพระพิฆเนศวร ปลายแหลมทั้งสามของตรีศูลมีความหมายและความสำคัญที่แตกต่างกัน และมีเรื่องเล่าในศาสนาฮินดู มักมีการกล่าวกันว่าปลายแหลมทั้งสามของตรีศูลแทนตรีเอกานุภาพ — การสร้าง การรักษา และการทำลาย, อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

คันฉ่อง

          คัน คือ ด้ามของวัสดุ สำหรับ ถือ

          ฉ่อง เป็น คำเดียวกัน กับคำว่า ส่อง

เป็นเครื่องใช้แผ่นกลมทำด้วยโลหะขัดเงา ใช้ส่องหน้าเช่นเดียวกับกระจก ต่อมาใช้เรียกกระจกส่องหน้าแบบที่ตั้งโต๊ะเครื่องแป้ง

คำว่ากระจก เป็นคำที่รับมาจากภาษาเขมรว่า กญฺจกํ อ่านว่า (ก็อญ จ็อก)

 

ปลัดขิก

          ในสมัยก่อนนั้นชาวบ้านอุบาสก  อุบาสิกาสานิกชนคนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ใกล้ชิดกับวัดวาอารามมากแทบจะกล่าวได้ว่า  ชาวบ้านและชาววัดมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก  เป็นทำนองพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน  เพราะการแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  โดยไม่เลือกชั้นวรรณะทางพระท่านถือว่าเป็นมงคลอย่างหนึ่ง  พระเถระผู้เป็นคณาจารย์ มีแต่ความเตตากรุณา ท่านจึงได้ประกอบรูปเคารพขึ้นอย่างหนึ่งจากวัตถุ  คือ ไม้เหลาเป็นรูปท่อนกลมยาวตรงปลายคือรูปเหรียญของพระศิวะตรงโคนเจาะรูสำหรับร้อยเชือก  สำหรับผูกเอวเด็กป้องกันภยันตรายและเสนียดจัญไรต่าง ๆ โดยท่านถือเอาเป็นอุปเท่ห์ตามคติของพราหมณ์พฤฒิบาศ  ผู้ถือลึงค์ศาสนาสิ่งดังกล่าวนั้นก็คือศิวะลึงค์นั่นเอง

 

 

กระพรวนโบราณทรงกลมหน้ายักษ์

          กระพรวนคอช้างโบราณ เป็นลายหน้ายักษ์ ใช้เพื่อปกป้องอำนาจชั่วร้าย ป้องกันภัย ต่าง ๆ ในสมัยโบราณ จะเชื่อกันว่ากระพรวนเป็นสิ่งมงคล ช่วยเสริมความมั่งคั่ง เสริมความรุ่งเรื่อง ป้องกันภัย สังเกตุได้จาก การที่นิยมใส่กระพรวนให้เด็ก ๆ และสัตว์เลี้ยงในสมัยโบราณ  ลูกนี้เป็นลายที่เชื่อกันว่าศักสิทธิ์ ที่สุด อาจมีการผ่านพิธีกรรมทางศาสนามาด้วยส่วนหนึ่ง เพราะในประเทศพม่าจะนับถือ แม่ยักษ์ ไหว้ขอเพื่อความเป็นมงคลตัดกรรมตัดเวร

 

กระพรวนโบราณหน้าราหู

          กระพรวนพระราหู สัญลักษณ์แห่งอำนาจ ความมั่งคั่ง เกียรติยศ ชื่อเสียงและทรัพย์สินเงินทอง กระพรวน ในความเชื่อของคนไทยยุคโบราณ โดยเฉพาะยุคทวาราวดี มีความเชื่อว่ากระพรวนเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ เกียรติยศชื่อเสียงและทรัพย์สินเงินทอง อีกทั้งยังเป็นเครื่องรางใช้ขจัดสิ่งชั่วร้าย ป้องกันเสนียดจรัญไรคุณไสย อวิชาต่าง ๆ

 

ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ เป็นทับหลังที่ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นโบราณวัตถุที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของไทย ที่เชื่อว่าถูกโจรกรรมไปเมื่อราวปี พ.ศ. 2503 ในช่วงสงครามเวียดนาม และถูกนำไปจัดแสดงอยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ในที่สุดชาวไทยนำโดยรัฐบาล และ  หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ก็ได้ทับหลังชิ้นนี้คืนมาทันวันพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งพอดี ในปี พ.ศ. 2531

ที่ทับหลังของมณฑปด้านทิศตะวันออกปราสาทประธาน เป็นภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ โดยพระนารายณ์บรรทมตะแคงขวาเหนือพญาอนันตนาคราช ซึ่งทอดตัวอยู่เหนือมังกรอีกต่อหนึ่งท่ามกลางเกษียรสมุทร มีก้านดอกบัวผุดขึ้นจากพระนาภีของพระองค์ มีพระพรหมประทับอยู่เหนือดอกบัวนั้น พระนารายณ์ทรงถือ คฑา สังข์ และจักรไว้ในพระหัตถ์หน้าซ้าย พระหัตถ์หลังซ้ายและพระหัตถ์หลังด้านขวาตามลำดับ ส่วนพระหัตถ์หน้าขวารอบพระเศียรของพระองค์ ทรงมงกุฏรูปกรวยกภณฑล กรองศอ และทรงผ้าจีบเป็นริ้ว มีชายผ้ารูปหางปลาซ้อนกันอยู่ 2 ชั้นด้านหน้าคาดด้วยสายรัดพระองค์ มีอุบะขนาดสั้นห้อยประดับ มีพระลักษมีชายาพระองค์ประทับนั้นอยู่ตรงปลายพระบาท

สำหรับพระพรหม ซึ่งประทับเหนือดอกบัวนั้น มีสี่พักตร์ สี่กร ถัดจากองค์พระนารายณ์มาทางซ้ายบริเวณเลี้ยวของทับหลัง มีรูปหน้ากาลคายพวงอุบะขนาดใหญ่ เหนือหน้ากาลมีรูปครุฑใช้มือยึดนาคไว้ข้างละตนนอกจากนี้ยังปรากฏรูปสัตว์อื่น ๆ ได้แก่ นกแก้ว ลิง และนกหัสดีลิงก์คาบช้างอยู่ด้วย

การบรรทมสินธุ์ของพระนารายณ์คือ การบรรทมในช่วงการสร้างโลก การบรรทมแต่ละครั้งนั้นจะเกี่ยวกับยุคเวลาในแต่ละกัลป์ ภาพทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ปราสาทพนมรุ้ง ได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์วราหปุราณะ เป็นคัมภีร์ที่ให้ความสำคัญแก่พระนารายณ์เป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ ในขณะที่พระนารายณ์กำลังบรรทมอยู่นั้นได้ทรงสุบิน มีดอกบัวผุดจากพระนาภีและได้บังเกิดพระพรหมในดอกบัวนั้น พระพรหมทรงเป็นผู้สร้างมนุษย์และสิ่งต่าง ๆ โดยมีนัยสื่อถึงการกำเนิดของสรรพสิ่งใหม่หลังการล้างโลก ในความหมายของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน คือ การอำนวยพร

ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ได้รับการยอมรับว่าเป็นทับหลังรูปพระนารายณ์ที่มีความงดงามที่สุดในโลก และยังถือว่าเป็นโบราณวัตถุชิ้นเดียวที่ประเทศผู้เป็นเจ้าของสามารถทวงคืนกลับมาจากผู้นำไปครอบครองได้สำเร็จ

เครื่องเคลือบดินเผาแบบต่างๆ

แหล่งเตาเผา จังหวัดบุรีรัมย์

อายุ พุทธศตวรรษที่ 15-19

1.ไหสี่หู

ลักษณะ : ทรงเตี้ยคอสั้นปากเล็กคอบปากหนาฐานแคบ ไหล่กว้างมีสี่หู เคลือบสีน้ำตาลครึ่งใบ บริเวณปาก และฐานไม่เคลือบ ด้านข้างมีรอยตําหนิ คือ น้ำเคลือบเกาะเป็นก้อนหนา

 

2.ไหทรงสูง

 

ไหทรงสูง ลักษณะปลายผายออกเล็กน้อย คอตั้ง ไหล่ลาด ลำตัวป่อง มีสันที่ไหล่ ส่วนก้นสอบเข้า ก้นภาชนะไม่เคลือบ ทรงกลมหรือรูปไข่ ความ สูงปานกลาง คอค่อนข้างยาว ส่วนมากปากผายออกคล้ายแจกัน

3.ครก

เครื่องปั้นดินเผาเคลือบสีน้ำตาลดำ ตัวครกเป็นรูปททรงกระบอก ปากบานออกเล็กน้อย มีเส้นนูนตกแต่งที่ฐาน และขอบปากภาชนะ

4.กระปุก

 เครื่องปั้นดินเผาเคลือบสีน้ำตาลดำ  ฐานแบนเตี้ย มีลายเส้นขูดล้อมโดยรอบ ไม่เคลือบสี ตัวภาชนะกลมป้อม สีเคลือบกระเทาะร่อนหลุดไปกว่าครึ่ง เหนือไหล่ และรอบคอตกแต่งด้วยเส้นขูด คอกระปุกสั้นแคบปากผายออกเล็กน้อย

5.ไหเท้าช้าง

ภาชนะดินเผามีเชิง คอยาวคอด ปากบาน รูปร่างคล้ายคณโฑ มีลายเส้นโค้งขึ้นซ้อนๆ กันที่ตอนบน เคลือบสีน้ำตาล

6. ฝาภาชนะ

เป็นภาชนะดินเผาเคลือบเขียว ลักษณะเป็นรูปทรงกรวย มีเส้นนูนเรียงซ้อนลดหลั่นกันไปขึ้นไป นอกบนสุดเป็นหัวจุกคล้ายดอกบัวตูม